Maysaya's profileMayKoChanPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    March 08

    ETC: Bangkok City Music Fest (Nov 19, 2006)

     
     
    ถ้ายังจำใน blog entry "กลับมาอีกครั้ง" ได้อ่ะ
    ที่บอกว่า วันที่ 19 Nov ไปดู ETC ที่สวนเบญจสิริมา
     
    พอดีเพิ่งจะไปค้นเจอใน youtube เลยเอามาฝาก ^^
     
    -------------------------
    Update: Mar 10, 2007
     
    เอามาฝากอีกเพลง ชื่อเพลง Ecstasy
    เป็น track แรกในอัลบั้มใหม่นี้เลย เพลงฟังแล้วคึกคักดี ^^
    แล้วก็ชอบเสียงของพี่หนึ่งมากๆเลย >.<
     
     
    January 13

    อา(การ) "แปะ!" กวนเมืองแว้วว แว้ว แว้ว

     
    อันที่จริงแล้วก็ยังไม่มีอะไรจะมา update หรอก...
    แต่เพราะโดน ยัยอ้วนกลม อ้วนกลม อัตต้า แปะ! เข้าให้หน่ะสิ
    เล่นอะไรเป็นเด็กอ้วนไปได้นะ  >:)
     
     
     
    อ๊ะๆๆ เด๋วอธิบายหน่อยว่านี่มันเรื่องอะไรกัน....
     
    เรื่องมันก็มีอยู่ว่า อยู่ๆ อัตต้าก็ส่ง chat มาว่า "แปะ!" แล้วก็บอกให้เข้าไปอ่าน blog อ้วนๆของมัน
    เมื่ออ่านจบ ก็ได้ใจว่าความว่า
     
    ข้าพเจ้าถูกแปะ!  O_o
     
    โดยกฏกติกาการเล่นมันก็มีอยู่ว่า...
    "การ blog tag หรือ การแปะ ก็เหมือนการเล่นวิ่งไล่จับ ที่ถ้าเราถูกแปะแล้วต้องไปแปะคนอื่นต่อ โดยคนที่โดนแปะจะต้องทำการเขียนเรื่องราวของตัวเองที่คิดว่าไม่ค่อยมีคนรู้ 5 เรื่องลงในบล็อคของตัวเอง แล้วค่อยไปแปะคนอื่นต่อไปอีก 5 คน (จดหมายลูกโซ่ชัดๆ    ) ให้เขียนต่อ โชคยังดี ที่คนที่เคยโดนแปะไปแล้วไม่สามารถโดนแปะซ้ำซ้อนได้ ไม่งั้นคงเล่นกันเป็นวงกลมแน่ๆ"
     
     ไอพวกนี้มันเล่นอะไรกันอยู่เนี่ย
     
    เอาวะ ไหนๆก็โดนแปะแล้ว จะเล่าเรื่องทั้ง 5 ให้ฟังก๊ะด๊ะ...
     
    เรื่องที่ 1
    พอดีวันนี้เป็นวันเด็ก ก็เลยนึกถึงคำถามยอดฮิตที่พวกผู้ใหญ่ชอบถามเด็กๆว่า "โตขึ้นอนูอยากเป็นอะไรลูก"
    ถ้ามาถามเมษยาเมื่อสมัยประถมก็จะได้คำตอบว่า
    "หนูอยากเป็นนักบินอวกาศคร่า *\(^o^)/* โตขึ้นจะไปทำงานที่ Nasa จะเป็นนักบินอวกาศหญิงไทยคนแรก"
    สมัยนั้นเป็นหนอนหนังสือ ชอบเข้าห้องสมุด แล้วก็ซื้อหนังสือเกี่ยวกับเรื่องดาราศาสตร์มาอ่านหล่ะ เคยเก็บเงินเพื่อจะซื้อกล้องโทรทรรศน์ด้วยนะ
    ... งัยล่ะ เคยมีใครรู้มาก่อนมะ ^^ ...
     
    เรื่องที่ 2 
    เรื่องนี้ก็คล้ายเรื่องของยัยอ้วนข้อแรก คือจริงๆแล้วเราก็เป็นคนบ่อน้ำตาตื้นเวลาดูหนังเหมือนกันนะ อ่านหนังสือก็ร้องไห้ได้เหมือนกันล่ะ (textbook ตอนใกล้สอบหน่ะ ฮ่าๆๆ ล้อเล่น)
    ยิ่งถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงอารมณ์จะอ่อนไหวกว่าปกติ
    อย่างเมื่อวานได้ดูรายการเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงของญี่ปุ่นรายการนึง ช่อง Explore 1 อ่ะ มี Mon-Fri ตอน 3 ทุ่ม
    มีเด็กอายุ 6 ขวบคนนึงเค้าเลี้ยงหมาไว้ แล้วมันก็ท้อง และพอถึงช่วงปิดเทอมฤดูร้อนก็เป็นช่วงที่มันคลอดพอดี
    เด็กคนนี้เค้าได้ใช้เวลาในช่วงปิดเทอมนั้นดูแลแม่หมาให้คลอดอย่างปลอดภัย แล้วก็ดูแลลูกหมาที่เกิดมาเป็นอย่างดี
    ทั้งหาอาหาร เช็ดอึเช็ดฉี่ เล่นกับพวกมัน กินอยู่ นอนกับพวกมัน ตลอดเวลา 2 เดือนนั้น
    ....
    แต่แล้ว ก็ถึงเวลาที่ต้องให้ลูกหมากับครอบครัวอื่นไป เพราะเลี้ยงหลายๆตัวไม่ไหว
    พอถึงวันที่มีคนมาเลือกลูกสุนัข เด็กคนนี้ก็ต้อนรับครอบครัวเหล่านั้นเป็นอย่างดี แต่เค้าหน้าเศร้ามากๆ
    แล้วเค้าก็ตกลงกันว่าอีก 2 วันจะมารับลูกสุนัขไป
    เมื่อครอบครัวที่จะมารับเลี้ยงลูกหมากลับกันไปแล้ว เด็กคนนี้ก็ร้องไห้ใหญ่เลย แล้วก็เอาพวกลูกหมามากอด
    เค้าใช้เวลาที่เหลืออีก 2 วันกับพวกลูกสุนัข แล้วยังร้อยลูกปัดทำเป็นปลอกคอให้กับพวกมัน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่า เราจะไม่ลืมกัน
    รวมถึงแม่หมาเอง หลังจากที่ไม่ยอมให้ลูกๆกินนมมาเป็นเดือนแล้ว อยู่ๆก็ยอมให้ลูกๆมากินนมมัน เหมือนกับมันจะรู้ว่าต้องจากกันไปแล้ว
    ...
    และแล้ว 2 วันผ่านไป ครอบครัวใหม่ก็มารับลูกสุนัขที่ตัวเองเลือกไว้
    เด็กคนนี้ไม่ยอมออกไปส่งลูกหมา ไม่ยอมออกไปเจอหน้าครอบครัวใหม่ เพราะเค้ากำลังร้องไห้
    แต่ในที่สุดก็ยอมออกไป แล้วบอกกับครอบครัวใหม่ว่า ฝากดูแลมันดีๆนะคะ
    เด็ก 6 ขวบ กับเรื่องราวที่ทั้งมีความสุข สนุกสนาน ความผูกพัน และความเศร้าที่ต้องจากกับพวกลูกหมาที่เธอดูแลมาอย่างดีเป็นเวลา 2 เดือน
    เราน้ำตาไหลพรากเลย T-T คิดว่า ถ้าเป็นเบนจี้ กะชาช่า เราก็คงจะเศร้า คงจะร้องไห้เหมือนกัน กระซิกๆๆ
    เอามาเล่าซ้ำ ยังเหมือนน้ำตาจะไหลเลย เศร้าจิงๆนะ  
     
    เรื่องที่ 3
    เรื่องนี้เป็นเรื่องน่าอายล่ะ
    ตอน ป.1 เราเคยท้องเสีย แล้วอึราดเลอะกระโปรงนักเรียนหล่ะ ฮ่าๆๆๆ
    แต่ครูประจำชั้นตอนนั้นใจดีมาก อุตส่าห์พาเราไปอาบน้ำ แล้วหาชุดนักเรียนชุดใหม่ให้ใส่หล่ะ
    แถมยังซักกระโปรงเลอะๆให้เราอีกด้วย ซึ่งใจสุดๆเลย >.<
     
    คิดถึงคุณครูจังค่ะ น่าเสียดาย หนูจำชื่อคุณครูไม่ได้แล้ว T-T
    ไว้จะลองสืบหาดู
     
    เรื่องที่ 4
    รู้หรือไม่ว่า จิงๆแล้ว เราเป็นคนซุ่มซ่าม
     
    อ่ะแหน่... ไม่รู้อ่ะดี้ ฮ่าๆๆๆๆ
     
    เรื่องที่ 5
    ในชีวิตนี้ เคยแอบชอบผู้ชายที่เป็น/คาดว่าเป็นเกย์ และที่กลายมาเป็นเกย์ทีหลัง แล้ว 3 คน - -"
     
    ปล. ถ้าคุณเป็นเกย์ ก็ช่วยเอาป้ายมาแขวนคอไว้หน่อยได้มั้ย จะได้ระวังตัวไม่ให้เผลอใจ T-T
     
     
     
    เอาล่ะ ที่นี้ก็ตาพวกคุณแล้ว ที่จะโดน แปะ! ต่อ  ^o^
    1. คุณแคท แมวหน้าเด็ก ถึงจะอยู่ London ก็เล่นได้นะ อิอิ
    2. ไอติ๊ก ช่วงนี้ว่างงานก็มา up blog หน่อยละกันแก
    3. พี่ Biggu ละกัน
    4. อีตุลย์ อยู่กาต้าร์เหงาๆ ก็มาเล่าสู่กันฟังหน่อยละกัน
    5. ไอโอ๋ ละกัน หุหุหุ
     
     
    แล้วจะคอยติดตามเรื่องราว แปะๆ ของทุกคนนะจ๊ะ อิอิ
    December 17

    กลับมาอีกครั้ง

    นานมากทีเดียวที่ไม่ได้มา up blog เนี่ย
    เหตุผลง่ายๆ ว่าทำไมไม่ up เลย ก็เพราะว่า ขี้เกียจ นั่นเองล่ะ ฮ่าๆๆ
     
    แต่วันนี้เกิดนึกครึ้มขึ้นมา ก็เลยว่าจะมา up ซะหน่อย
    เผื่อจะมีใครกะลังรออ่าน blog ของเราอยู่ (เอ๊ะ!! มันจะมีมั้ยอ่ะ ฮ่าๆๆ)
     
    จริงๆ มันก็มีอะไรเยอะแยะเลยล่ะในช่วงหลายๆเดือนที่ผ่านมา
    ก็เลยว่าจะมาสรุปกันซะหน่อยว่า ในรอบปีที่ผ่านมา เราไปทำอะไรมาบ้าง
    แต่คงจะไม่เล่ารายละเอียดมากมาย เพราะไม่งั้นมันจะยาวมากมายเลยทีเดียวล่ะ เหอๆๆ
     
    เอาล่ะ!! มาดูซิ ว่าตั้งแต่เริ่มทำงานมาเนี่ย ได้ไปทำอะไร และมีอะไรเกิดขึ้นมั่ง...
     
     
    11 Jun  งานนิทรรศการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครองราชย์ 60 ปี @เมืองทองธานี
    >> รูปพลุนี่ ดูให้เป็นเลข 60 นะ เหอๆ
     
     
    14 Jul   รับปริญญา
     
     
    06 Aug   งานซ้อมรับปริญญา @ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
     
     
    03 Nov   China town กับ Jenny (visitor from US), พี่กิ๊ฟท์, พี่หญิง, เจมส์
     
     
    04 Nov   งานแต่งพี่อ๋อ และพี่บิ๊ก (เจ้าบ่าว)
     
     
    10-11 Nov   SAS Team Building @Dusit Resort Hua-Hin
     
     
    19 Nov   บังเอิญวันนั้นผ่านไปแถว Emporium เลยได้ไปดู Music Festival ที่ KPN จัดตรงสวนเบญจสิริ เลยได้ไปดูวง ETC เล่น อยากบอกว่า เล่นสดได้ เจ๋งมากกกกก เลยล่ะ O_o น่าเสียดายที่วันนั้นไม่ได้พกกล้องไป ไม่ง้านคงได้ถ่ายเอามาลง blog แว้ววว >.<
     
     
    25 Nov   EMIT Year-end Celebration @Police resort (บางละมุง)/บางแสน งานนี้เราเป็น committee จัดงานด้วยนะ เหอๆ
     
     
    02 Dec   ทุ่งทานตะวัน/เขื่อนป่าสักชลสิทธ์/ไร่องุ่นปภัสรา กับ ata, Nanny, Donny, พี่เบิร์น, จารย์กร้วยย, SKiM, ซวง, อ้ายท๊อออออป และ สินาถ หัวหน้าทริป ^^ ต้องขอขอบคุณสินาถมากๆเลยนะจ๊ะ
     
    15 Dec   Esso New Year Party @Shangri-la hotel ก็เหมือนปกติคือ ไปร้องเพลงในงานอีกแล้วนั่นเอง เหอๆๆ นับว่าอลังการทีเดียวงานนี้
    <<More pix are coming soon>>
     
     
    ไว้ถ้านึกอะไรได้เพิ่มอีก เด๋วมา update ต่อ อิอิ ^^
     
    May 13

    ไม่นึกว่า Se7en จะเจ๋งขนาดนี้ ><

    ไม่รู้มีใครรู้จักนักร้องเกาหลีคนนี้บ้างรึเปล่านะ
     
    แต่ครั้งแรกที่เราได้ฟังเพลงเค้าก็แอบชอบอ่ะนะ
    จำได้ว่าเพลงแรกของ Se7en ที่ฟังเนี่ยชื่อ Come back to me
    เป็น version ภาษาปะกิดอะ ก็แบบว่าเพราะดีนะ ^^
     
    แต่พอได้ดู MV แล้วแอบผิดหวัง เพราะ Se7en ทำผมดัด - -"
     
    กรูจะบ้าตายกะ fashion เกาหลีนี่ ทำผู้ชายที่ดูดีๆ เสียหมด
     
    ก็เลยไม่ได้อะไรมาก แค่โหลด MV อื่นๆมาดูอีกแค่ 7 ตัวเอง ฮ่าๆๆๆ
    แต่ส่วนใหญ่มันชอบไม่ซูมให้เห็นหน้าชัดๆอ่ะ ก็เลยคิดว่า สงสัยมันไม่ค่อยหล่อแน่เลย
     
    ก็จิงๆนั่นแหละ ไม่ถึงกะหล่อ แต่ตี๋ๆ ใสๆ น่ารักดี แบบนี้อ่ะ
     
     
      
     
    อืม ซักพักเราก็เริ่มลืม Se7en เพราะแบบ ตอนนั้นไม่ได้อะไรมาก
    ก็แค่คนๆนึงที่เต้นเก่ง อายุก็น้อยกว่าเราหน่อย หน้าตาก็พอใช้ได้
    ก็อย่างว่า ไม่ได้ถูกใจอะไรเรามากหรอก เหอๆๆๆ
     
    แต่มาเมื่อไม่กี่วันมานี้ มอร์เอา video ที่ ทาทา ยัง ร้องเพลง Endless love กับ Lee Ryan ในงาน
    MTV Asia Awards 2006 ที่จัดที่ Siam Paragon มาให้ดู เราก็เออ... ไม่มีรัย เพราะทาทาร้องไม่ค่อยเพราะ ก็เลยจบแค่นั้น เหอๆ
     
    แล้วเราก็เลยถามมอร์ต่อว่า เออ มีใครมาอีกบ้างอ่ะที่เจ๋งๆ
    มอร์ก็บอกไปเรื่อยๆ จนบอกว่า Se7en
    เราก็แบบ อ้าว Se7en มาด้วยหรอหน่ะ  เกือบลืมไปแล้ว
    แล้วมอร์ก้อบอกเค้ามาโชว์ด้วย เราก็เลยไปลองหา video ที่เค้าโชว์ในงานมาดู
    จาก http://www.youtube.com ดูอ่ะ
    ดูแล้วก็โอเค ก็เลยลอง search หา video อื่นๆของ Se7en ดูบ้าง
     
    จนมาเจออันที่เราเอามาใส่ใน blog อ่ะ
    คือเพลง How am I supposed to live without you
    Original เป็นของ Michael Bolton ซึ่งเราก็ชอบเหมือนกัน
    เพราะ Bolton เสียงแบบว่า ดีมากๆ แหบ แต่มีพลังล้นเหลือ
     
    แล้วปรากฎว่า Se7en ก็ร้องเพลงนี้ได้ดีมากๆเหมือนกัน ><
     
    กี๊ดๆๆๆๆๆ นึกว่า Se7en จะดีแต่เต้นไปเรื่อยๆ ทำผมดัดแปลกๆซะอีก
    ไม่คิดเลยว่าเค้าก็จะเป็นนักร้องคุณภาพคับแก้วเอามากๆเหมือนกัน
     
     
    น่านแหละ ก็เป็นที่มาของเรื่องราวที่เอามา up blog ในคราวนี้
     
     
     
     
    กรี๊ดๆๆๆๆ
     
     
    Se7en, you're so coooooooooooooooool !
    April 17

    แล้ว 4 ปีที่ผ่านมาของชั้นมันคืออะไรกัน...

    อ้า... ก็ได้ฤกษ์ up blog ใหม่แล้วสินะเนี่ย
    อืม ก็มา up ซะหน่อยละกัน ^^
     
    ก็ช่วงนี้ก็เป็นช่วงเริ่มต้นของชีวิตการทำงานแล้วนั่นแหละ ก็รู้กันแล้ว
    พวกเรา ชาว CP29 เนื่องมาจากยังรักกันเหนียวแน่นดี เลยได้นัดพบกันอาทิตย์ละครั้ง
    แต่ว่า ถ้าจะมานัดมากินๆกันอย่างเดียวเนี่ย คงได้อ้วนตายกันแน่ๆ
    เพราะทำงานก็นั่งเฉยๆ อยู่หน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวันอยู่แล้ว
     
    พวกเราก็เลยนัดกันมาออกกำลังกายกันแทน คือ ตีแบด นั่นเอง
    โอ้ววว... ฟังดูดีชะม้า
     
    ก็หวังว่าเราคงจะไปได้ทุกอาทิตย์อ่านะ T-T
    แต่ก็อาจจะไม่ซะแล้ว
    เพราะงานของเรามีต้องประชุมกับที่อเมริกาทุกวันอังคาร พุธ หน่ะ
    แต่ยังดีนะ แค่ 2 อาทิตย์ครั้ง
     
     
    อื้ม... คราวนี้ก็มาพูดถึงเรื่อง "งาน" ที่เราทำซะหน่อยดีกว่า
    คือ มันก็ตาม topic ของคราวนี้แหละ
    แบบว่า ลักษณะงานมันช่างไม่ได้หยิบจับอะไรที่อุตส่าห์ร่ำเรียนมาตลอด 4 ปีเลย
     
    สำหรับทักษะที่จะได้ใช้ในงานนี้คือ
    1. Communication skill อันนี้คือ งานที่เราทำมันไม่ได้เกี่ยวกับ IT support ตรงๆอ่ะ แต่ว่าเราต้อง planning การใช้ resource (หมายถึง คน เวลา และเงิน หน่ะ) ล่วงหน้าเป็นปีๆ ของแผนกเรา ซึ่งคือ แผนก SAS นั่นเอง ส่วน skill นี้จะได้ใช้ยังงัย ก็คือ เราต้องพูดคุย ติดต่อกับ manager ของแผนกย่อยที่เราต้องรับผิดชอบเป็นระยะๆหน่ะ ชื่อแผนก SHARP ซึ่งก็คือที่ต้องประชุมกับที่อเมริกานั่นแหละ
    ฟังดูเหมือนจะดีใช่ม้า ได้เข้าประชุมร่วมกับพวกตำแหน่งใหญ่ๆด้วย แต่แบบว่า เฮ้ย! ไม่ตรงกะที่กรูเรียนมาเรย ทำงัยดี ไม่เคยท่องวิธีการพูดคุยกับคนกลุ่มนี้มาก่อนหน่ะสิ ทำงายดีตรู - -"
    แต่ก็ถือเป็นโอกาสที่ดีที่ได้จะทำงานที่ท้าทายกับตัวเองมากอ่ะนะ จะพยายามก็แล้วกัน
     
    สู้โว้ยยย!!
     
    2. Analytical skill อันนี้จะต้องใช้ในการวิเคราะห์การใช้ resource ของแต่ละ project ซึ่งความจริงแล้วทาง SHARP เค้าก็ต้องกำหนดมาแล้วแหละว่า project นี้ใช้ effort เท่าไหร่ (ที่คิดเป็น man-hour หน่ะ) งานต้อง due เมื่อไหร่ เพราะฉะนั้นมันก็จะบอกได้อยู่แล้วว่า ตกลง project นี้ต้องใช้ซักกี่คนถึงจะเสร็จทันเวลา ประมาณนั้น
    แต่ที่เราต้องคอย support เค้า คือในแนวภาพรวมหน่ะ เพราะแผนกเค้าปีนึงๆ มันก็มีหลาย project และจำนวนคนก็มีอยู่ปริมาณนึง ที่เราจะต้องคอยวางแผนให้ว่า สำหรับไอพวกแรงงานแต่ละคนหน่ะ (เอ่อ หมายถึงพวกคนที่ทำในแผนกเค้าหน่ะ ฮ่าๆๆ) คนควรจะลง effort ให้กับงาน base และงาน project/SWI ซักเท่าไหร่ดี ถึงจะไม่มากไม่น้อยเกินไป เพราะถ้าลงกับส่วนไหนมากไป มันก็จะไปมีผลกับ cost ของงานนั้น ซึ่งค่อนข้างซับซ้อน วุ่นวาย โอ้ววววว พระเจ้า
    ฉานก็ไม่เคยจะมายุ่งวุ่นวายอะไรกับพวกการวางแผน budget มาก่อนเลย เพราะขนาดแค่จะวางแผนการใช้เงินของตัวเองในแต่ละเดือนยังทำไม่ค่อยจะได้เลย - -"
     
    จะได้มาฝึกฝนการวางแผน budget ของตัวเองก็คราวนี้แหละ - -"
     
    3. Report generating skill พูดง่ายๆ สั้นๆ ก็คือ ไถทำ doc และ report หน่ะแหละ
    คราวนี้ ก็จะได้ฝึกใช้ MS Excel และ Word ระดับ PRO แทน Visual Studio .NET แล้วหล่ะ ฮ่าๆๆๆ
     
    ฮะ ฮะ ฮะ
     
     
    อืม... คงเพราะเราไม่ดีเองแหละ ที่ตอนสัมภาษณ์งาน เราดันไปบอกว่า เราอยากลองทำงานที่มัน higher management & business level หน่ะแหละ เลยโดนเลยตรู - -"
     
    ก็คงต้องลองทำไปเรื่อยๆดูก่อนอ่ะนะว่า จะไหวรึป่าว ทำๆไปอาจชอบก้อได้วะ ฮ่าๆๆๆ
     
     
     
     
     
    ถ้าไม่ชอบค่อยว่ากันอีกที ว่าจะขอ rotate ไปทำแผนก SHARP ซะเองเลย หรือจะ.... ดี หึหึหึ
     
     
    เป็นกำลังใจให้เราด้วยนะเพื่อนๆ T-T
     
    ขอให้ทุกคนโชคดีมีความสุขกับงาน หรือการเรียนต่อของตัวเอง ด้วยละกันนะ ^^
    April 09

    การเริ่มต้นของมนุษย์เงินเดือน

    ก็หลังจากที่เคยมาเล่าๆ ชีวิตหลังเรียนจบไปแล้ว
    คราวนี้ ก็ถึงเวลาที่จะมาเล่าถึงชีวิตเริ่มทำงานแล้วสินะ
     
    ก็อย่างที่หลายๆคนอาจจะรู้แล้วว่าเราได้งานที่ ExxonMobil Limited อ่านะ
    ซึ่งก็เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 3 เมษา แล้วหล่ะ
     
    แต่ก็ยังไม่ได้เริ่มทำงานอะไรเลยซักนิดเลยแหละ
     
    อันเนื่องมาจากบริษัทเค้าจัด orientation ทั้งอาทิตย์เลยอ่ะ
    ก็แบบว่า งานจัดที่ The Davis Bangkok ตรงซอยสุขุมวิท 24 อ่ะ
     
     
    โรงแรมก็โอเค ดูหรูหราดีแบบในรูป แถม...
     
        
     
    อาหารดี และอย่างอร่อย แถมเยอะด้วย ><
     
     
    นี่ดีนะ ที่เราไม่ใช่คนเห็นแก่กินอย่างไอเอกหน่ะ
    ไม่งั้นคงได้มานั่งสาธยายเรื่องของกินใน blog อย่างมันทุกวัน ฮ่าๆๆ
     
    แต่ว่า อาหารกลางวันทั้ง 4 วันมันก็คล้ายๆกันกว่า 80% เลยล่ะ
    แต่ละวันจะต่างกันนิดๆหน่อยๆ เช่น
    วันแรกมีขาแกะย่าง
    วันที่ 2 เลยเปลี่ยนเป็นหมูอบสมุนไพร
    วันที่ 3 เป็นหมูอบอีกแบบ
    แล้ววันสุดท้าย เป็นไก่ย่าง
    ทำนองนั้นเลย
     
    ส่วนขนมหวานก็เหมือนๆกันทุกวัน
    ไอติมมีแต่รสเดิมๆ
    ผลไม้แบบเดิมๆ
    ข้าวเหนียว มะม่วง มีทุกวันเลย
    เค้ก อาจจะเปลี่ยนไปบ้างเล็กน้อย
     
    แต่ที่เราว่าอร่อยสุดที่นี่คือ ขนมจีบกุ้ง กับ ฮะเก๋ากุ้งอ่ะ
    แบบว่า เป็นเนื้อล้วนเลย กุ้งยังเป็นตัวๆ ไม่ได้แบบเอาไปสับละเอียดผสมนู่นนี่
    อร่อยแบบว่า ไม่ต้องใส่น้ำจิ้มก็ยังอร่อยหน่ะ ^^
     
    น่านแหละ เนื้อหาหลักๆก็แค่นั้น
    ส่วนหัวข้อที่เค้าบรรยายก็...
     
    blah blah blah
     
    Who cares? ฮ่าๆๆ
     
    --------------------------------------------------------------
     
    ส่วนอาทิตย์หน้าเนี่ย ก็รู้สึกจะยังไม่ได้เริ่มงานอีกเหมือนกัน
    วันจันทร์ อังคารนี้ ก็จะไป training ที่ Four wings Hotel ตรงซอยสุขุมวิท 26
     
    ซึ่งเค้าว่าจะ train เรื่อง....
     
    blah blah blah
     
    I don't care either ฮ่าๆๆ
     
    ช่างมานเหอะ ให้ไปกินของอร่อยที่โรมแรมต่อก็โอเค
    งัยก็ได้ เรามันคนไม่เรื่องมากอยู่แล้วล่ะ 
     
     
     
    สำหรับการทำงานในอาทิตย์แรก ก็จบแต่เพียงเท่านี้แหละ อิอิ
    March 18

    A Love That Will Last

     
     
    ไม่ใช่ว่าเพิ่งจะมาชอบ Renee Olstead หรอก
    แต่เพิ่งจะหา link เพลงได้หน่ะ ตอนนี้ก็เลยเอาเพลงมาให้ฟัง 3 เพลง คือ
     
    A love that will last --> เอาเนื้อมาใส่ไว้ด้วย แบบว่า ชอบอะ
    Breaking up is hard to do
    Someone to watch over me
     
    แต่บอกไว้ก่อนว่า ถ้าจะฟังเพลงต่อไป ต้องกดปุ่ม fwd เองนะ
    เพราะ link ที่หาได้มันเป็น swf ที่วน loop อ่ะ
    นั่นคือ มันจะเล่นต่อเนื่องเพลงเดิมไปเรื่อยๆ
     
    จะเป็นเพลงแนว jazz::romantic love นิดส์นึง ซึ่งปกติเราจะไม่มีอารมณ์แบบนี้ในชีวิตนักหรอก ฮ่าๆๆ
     
     
    ทำไมถึงชอบ Renee Olstead หรอ???
     
    เหตุผลนึงคือ ทึ่งในตัวเค้าอ่ะนะ ออกอัลบั้มตั้งแต่เพิ่งจะอายุ 14 ปีเอง (จิงๆ เกิดปี 1989 หน่ะ ลองบวก ลบ คูณ หาร ดูละกันว่าตอนนี้อายุเท่าไหร่แล้ว)
    แต่เสียงดีมากอ่ะ แถมร้อง jazz ได้อีก
     
    ตอนเราอายุ 14 นี่ รู้สึกจะยังไม่เอาถ่านอยู่เลยนะ ฮ่าๆๆ
     
    ก็เลยเอามาแบ่งปันให้เพื่อนๆลองฟังกันดูหน่ะ อิอิ
     
    ถ้าชอบยังงัย ก็ลองเข้าไปดูใน http://www.reneeolstead.com ได้
     
     
     
     
        A Love That Will Last    
     
    Artist : Renee Olstead
     
     
    I want a little something more
    Don't want the middle or the one before
    I don't desire a complicated past
    I want a love that will last

    Say that you love
    Say im the one
    Don't kiss and hug me and then try to run
    I don't do drama
    My tears don't fall fast
    I want a love that will last

    [Chorus]
    I don't want a just a memory
    Gives me forever
    Don't even think about saying good-bye
    Cuz i want just one love to be enough
    And remain in my heart till i die

    So call me romantic
    Oh i guess that must be so
    Theres something more that you oughta know
    I'll never leave you
    So don't even ask
    I want a love that will last

    Forever
    I want a love that will last
    I want a love that will last

    [Chorus]
    I don't want a just a memory
    Gives me forever
    Don't even think about saying good-bye
    Cuz i want just one love to be enough
    And remain in my heart till i die

    So there's little more that i need
    I wanna share all the air you breathe
    I'm not the kinda girl to complicate the past
    I want a love that will last

    Forever
    I want a love the love that last
    Always
    I just want a love that will last
    Want a love that will last

    กลับจากเกาะช้าง (นาน) แล้วหล่ะ ^^

    เอ้อ...
     
    ความจริงก็กลับมาตั้งกะวันที่ 14 แล้วแหละ
    แต่แบบว่า ขี้เกียจมาเขียนงะ ไม่รู้ทำไม ทั้งๆที่ว่างจะตาย - -"
     
    น่านแหละ มาวันนี้ค่อยมีอารมณ์อยากเขียนหน่อย
    (หลังจากกลับมาได้ 4 วันแล้ว มันจะจำอะไรได้มั่งล่ะเนี่ย O_o)
     
    อ้อ... จิงๆอ่ะ จะ up รูปขึ้นตั้งแต่วันแรกแล้ว
    แต่มันเป็นอารัยไม่รู้ add photos เพิ่มไม่ได้อ๊า.... ><
    บางคนว่า สงสัย space เราเต็มรึป่าว
    ก็ไม่รู้เหมือนกันแฮะ
     
    วัยรุ่นเป็นเซ็ง เลยขี้เกียจมาเขียนด้วย
     
    ง้านนน....
    เริ่มจากตรงไหนก่อนดีนะ อืม...
     
     
    เอ้อ...
     
    วันแรก :: 12 มีนา
    เพื่อนต้น (หัวหน้า trip) บอกนัดเจอกัน 6.30 น. ในเวลาเช้า
    เรา (และคงคนอื่นๆด้วยแหละ) ก้อคงจะรู้สึกเหมือนๆกันแหละนะว่า "ทำไมมันเช้าหยั่งงี้เนี่ย"
    แบบว่า ไม่ได้ตื่นก่อน 10 โมงมานานแล้วงะ มันไม่ชิน
     
    ก็นั่นแหละ แต่ก็ดูทุกคนทำเวลาได้ดี (ยกเว้นดอนนี่ ที่ตอน 7 โมงยังบอกว่าอยู่บนทางด่วนอยู่ หึหึ)
    พอดอนมาถึง ก็แบ่งกลุ่มกันขึ้นรถตู้ มีทั้งหมด 4 คัน ส่วนเรากะอัตต้าเลือกไปนั่งคันใหญ่ เพราะมันใหม่ด้วย หึหึ และมีสาวๆมากมาย
     
    ขึ้นรถไป เราก็เริ่มเกิดอาการอยากนอน แต่นอนไม่หลับ
    เพราะคืนก่อนหน้านั้นได้นอนมาแค่ 2 ชม เอง
    อาการ "ขาดน้ำตา" เลยกำเริบ
     
    งงอ่ะเด้ ว่ามันเป็นยังงัย
     
    แบบว่า เราเป็นรายไม่รู้ ถ้านอนน้อยแล้วน้ำตาจะแห้ง ทำให้ตาแห้งมากๆ แสบตา
    เวลาหลับตาแล้วจะรู้สึกเหมือนโดนเปลือกตามาขูดกับลูกกะตา
    มันจะแสบๆอ่ะ มีใครเป็นมั่งมะ
    แล้วเราก้อดันไม่ได้พกน้ำตาเทียมมาด้วย เพราะไม่คิดว่าจะเป็น
     
    เอ้อ ช่วงแรกก้อเลยนั่งรถแบบทรมานๆ
    จนถึงจุดพักบน motorway บังเอิญอาร์ทพกน้ำตาเทียมมาด้วย เลยยืมไว้เลย
    หยอดซัก 3-4 รอบ อาการก็ดีขึ้น คราวนี้ก็หลับได้แล้ว
     
    แต่มันก้อหลับไม่ค่อยสนิทหรอก หลับๆตื่นๆ ตลอดทาง
    จนถึงท่าเรือ ferry ก็ลงจากรถ ไปอยู่บนชั้นบนของเรือ
     
    เอ๊ะ... นี่เราเล่าละเอียดไปมั้งเนี่ย
    งั้นข้ามๆไปเลยละกัน
     
    ก็ไปถึงที่พักก็แยกย้ายแบ่งห้องกัน
    สาวๆ 10 คน ได้ 2 ห้อง
    ดูดิ เบียดเสียดกันจะตาย (แล้วพวกผู้ชายยังจะชอบมาเร่งๆให้อาบน้ำเร็วๆหน่อยอีก ก็ดูเซ่ มีตั้ง 5 คนเชียวนะ แล้วผู้หญิงปกติก็อาบน้ำนานกว่าผู้ชายอยู่แล้ว ไม่เห็นใจกันมั่งเลย  )
     
    เสร็จแล้วก็นั่งรถไปน้ำตกกัน (ชื่อน้ำตกรัยไม่รู้)
    แล้วเค้านัดกลับมาที่รถตอน 4 โมงครึ่ง เพราะต้องไปพายเรือ canoe ต่ออีก
     
    แต่ก่อนหน้านั้นก้อแวะกินอะไรแถวนั้นก่อน
    แล้วปรากฎว่า กว่าโต๊ะเราจะกินเสร็จมันก้อเกือบ 4 โมงแล้ว
    แล้วกว่าจะเดินถึงน้ำตก มันก้อ 4 โมง 20 เข้าไปแล้วมั้งหน่ะ ฮ่าๆๆ
     
    ก็นั่นแหละ ได้นั่งบนโขดหินซักพัก แล้วก็เดินกลับกันตอนเกือบๆ 5 โมง ฮ่าๆๆ
     
    จากนั้นก็ไปพายเรือกัน ซึ่งตรงนั้นเป็นร้านอาหารที่เราจะกินมื้อเย็นกันต่อด้วย
    ก้อพายเรือเสร็จ ขึ้นมาก้อกินข้าวกันต่อเลย
    อาหารนับว่าไม่เลว ก้อมีหลากหลายดีอ่ะนะ
     
    แต่จะบอกว่า บนเกาะช้างเนี่ย มันมีผลไม้อยู่แค่ 2 อย่างเอง
    คือ สัปปะรด กับ แตงโม
     
    แบบว่า ไม่ว่าจะไปที่ไหนอ่ะ ผลไม้ที่เค้าจัดให้ก็จะมีแค่ 2 อย่างนี้เท่านั้น - -"
     
    เอาเหอะ อย่าไปเรื่องมากเลย เราเน้นเที่ยวเล่น
     
    เสร็จแล้ว พอพักอิ่มได้ซักพัก ก็นั่งเรือไปดูหิ่งห้อยกัน
    ก็เห็นเยอะใช้ได้นะ เพียงแต่วันนั้นมันพระจันทร์เกือบเต็มดวง เลยสว่างมาก ทำให้เห็นไม่ชัด
     
    เสร็จแล้วก็กลับที่พัก
    อาบน้ำๆๆๆ กัน
     
    แต่พอรอทุกคนอาบน้ำเสร็จ ครบ 5 คน เราก้อเกิดอาการง่วงไม่ไหวแล้วขึ้นมา
    เลยไม่ได้ไปเล่นไพ่ต่อกับคนอื่นๆ ก็หลับเลย (นั่นแหละ เพราะมะบ่ายนอนไม่หลับงัย)
     
     
    วันที่ 2 :: 13 มีนา
    ตื่นมาตอนเช้าก็สดชื่นมากๆ ^^ ได้นอนเต็มอิ่ม
    แล้วก็ลงไปกินอาหารเช้ากัน
    จากนั้นก็ออกจากที่พักตอน 8 โมงเช้า เพื่อไปท่าเรือ
    เพราะโปรแกรมวันนี้คือ ดำน้ำ snoggle 4 เกาะ
    ได้แก่ เกาะทองหลาง เกาะ(รัยหว่า จำไม่ได้) เกาะยักษ์เล็ก และเกาะยักษ์ใหญ่
     
    อืม... มันก็โอเคนะ แต่ทุกๆเกาะมันก้อคล้ายๆกันอ่ะ
     
    เราก็ลงแค่เกาะแรก กะเกาะที่ 3 เท่านั้น
     
    ตอนเกาะที่ 3 ก้อสนุกดี ว่ายกันไปเป็นกลุ่มๆ เกาะๆกันไป
     
    พอช่วงเกาะที่ 4 เราก้อไม่ลงและ ไปเปลี่ยนชุดแห้ง
    แล้วก็นั่งเรือกลับ ก้อหลับ หลับ หลับ
    พอแดดเริ่มไล่มาถึงตรงที่นอน ก็ตื่น - -" เซ็งเรย ฮ่าๆๆ
     
    พอกลับถึงที่พักก็อาบน้ำๆๆๆๆ
    คราวนี้เราได้คิวอาบคนสุดท้าย เพราะเมื่อวานได้อาบคนแรกแล้ว
    นั่นแหละ...
     
    จากนั้นก็นั่งรถไปกินมื้อเย็นกันที่ร้าน...
    ชื่อรัยหว่า ลืมงะ
     
    เอาเหอะ ก็ได้ happy birthday ปีย์ ไป เพราะวันที่ 14 เป็นวันเกิดปีย์
    แต่กลัวจะไม่มีโอกาสได้ hbd ตอนวันที่ 14 ก้อเลยมา hbd วันนี้ซะ
     
    ถึงแม้จะรั่วนิดหน่อย ทำให้ปีย์ไม่ surprise แต่ก็งงๆดี ฮ่าๆๆ
     
    จากนั้นกลับที่พัก ต่างคนต่างก้อแยกย้ายไปทำกิจกรรมต่างๆกัน
    ไม่ว่าจะเป็นเล่นไพ่ เล่น UNO หรือจะไปบาร์ หรือจะมานั่งเล่นกีตาร์ตรงชายหาด เคล้ากินเหล้าไป
     
    ฮ่าๆๆ ซึ่งเราไปอยู่กะกลุ่มสุดท้ายอ่านะ
    แล้วก็ไปเล่น snooker ด้วย (ไม่รู้ไอที่เล่นมันเรียกว่า snooker หรือ billiard กันแน่อ่ะ)
     
    นั่นแหละ ก็นั่งกันถึงตี 4 ตี 5 เลย
    ระหว่างนั้นก็มีฝรั่ง 4 คนอยู่ๆก้อมานั่งข้างๆ ขอแจมด้วย
    ก้อแปลกๆ งืดๆ ดี ฮ่าๆๆ
     
    จากนั้นก็เข้านอน แต่เราไม่ได้กลับไปนอนห้องเดิม เพราะเกรงใจสาวๆในห้อง เห็นหลับและล้อคห้องไปแล้ว
    เลยไปนอนห้องเดียวกะอัตต้าแทน ^^
     
     
    วันที่ 3 :: 14 มีนา
    ตื่นเช้าราวๆ 9-10 โมง ก็กลับไปอาบน้ำที่ห้องเดิม
    เริ่ม pack ของ เตรียมกลับ
    เสร็จแล้วก้อลงไปกินข้าวมื้อสายกัน (เพราะมันไม่เช้า และยังไม่เที่ยงอ่าดิ)
    แล้วก็ check out ออกกันตอนเที่ยง
     
    นั่งรถตู้ไปขึ้นเรือ ferry
    คราวนี้เนี่ย หลับบนรถแทบจะตลอดทาง
    จะตื่นก็ตอนแวะตามจุดต่างๆ
     
    มาถึง กทม ตอนทุ่มนึงได้
    แล้วก็ถ่ายรูปรวมตรงหน้าสภากาชาดไทยกัน ^^
     
    เสร็จแล้วก็แยกย้ายกันกลับ
     
     
    เฮ้อ...
    ก็จะว่าสนุกก็สนุกดีอ่ะนะ แต่โปรแกรมเที่ยวมันเยอะเหลือเกิน
    เหมือนไม่ค่อยได้มีเวลาชิวกะเพื่อนๆซักเท่าไหร่
     
    แต่ก็โอเคอ่ะนะ
    ไม่รู้จะเขียนรัยต่อดี
     
    แบบ... เราไม่คิดว่า การเที่ยวครั้งนี้มันเป็นการอำลากันอ่ะนะ
    เพราะงั้น เราก็จะไม่เขียนอะไรแนวนั้นอ่ะ
     
    ยังงัยพวกเราก็ต้องได้เจอกันอีกอยู่แล้ว
    ถึงจะไม่บ่อยเท่าเดิม แต่ก็ต้องได้เจอกันอีกแน่ๆ ^^
     
    ยังงัย ถึงทำงานแล้วก็นัดเจอกันตอนเย็นได้นี่นา ใช่ม้า...
     
    เพราะงั้น อย่าไปเศร้าเลย เย่!
    March 07

    จะเขียนอะไรดีน้า...

    อืม......
    ตอนนี้ก็คงเรียกว่า "เรียนจบ" ได้แล้วล่ะมั้งนะ
     
    เนอะ ฮ่าๆๆๆ
     
    จาดีใจ หรือเสียใจดีอ่า
    มันก็ผสมๆกันแฮะ
     
    ใจนึงก็ "เออ จบแล้วววววววว"  >______<
    แต่อีกใจก็ "เออ จบแล้วหรอเนี่ย" --_________--"
     
    ชีวิตการเรียนใน รร จนมามหาลัยนี่ก็นานเอาการทีเดียวนะเนี่ย
    ตั้งแต่ยังเขียน ก ไก่ ไม่เป็น
    ยันตอนนี้ ยังเขียน java ไม่ค่อยคล่องเลย
     
    ฮ่าๆๆๆ
    ไม่เกี่ยวและ - -"
     
     
    ฝืดดดดดด................. งืดดดดด....................
     
    เรียนจบแล้วก็งี้แหละ - -"
     
    แต่ก็แปลกไปอีกแบบนะ ไม่ต้องนั่งทำงานแล้ว
    ได้พักสมองบ้างก็ดี
     
    เพราะเด๋วก้อต้องเริ่มทำงานวันที่ 1 เมษา นี้แล้ว
     
    แต่ก่อนอื่น วันที่ 12-14 มีนา นี้ จะไปเกาะช้างก็พรรคพวกที่ภาคก่อน
    คราวนี้ทริปใหญ่มาก ไปกันยังกะทริปรับน้อง ตั้ง 40 คนแหนะ O_o
     
    ความจริงก็อยากไปเกาะช้างมานานแล้วววววว ล่ะ
    ตั้งกะตอนก่อนขึ้นปี 1
    ตอนนั้นกะจะจัดทริปเกาะช้าง ฉลอง ent ติดกันกะพวกห้อง 16
    แต่ทริปดันล่มซะ อดเลย T-T
     
    แต่คราวนี้ไม่พลาดแล้วล่ะ ฮ่าๆๆ
     
    แล้วเด๋ววันที่ 24-25 มีนา ก็นัดกลุ่ม gangzaa ไปทริปกันอีก
    เป็นทริป "หญิงล้วน" ที่ไม่ได้ไปมานานแล้ว ฮ่าๆๆ
     
    ไว้กลับมามะหร่ายจะมาเล่าอีกนะ อิอิ ^^
    December 30

    Happy New Year 2006 ทุกๆคนค่า... ^^

    จะปีใหม่แร้วววววว.....
     
     
     
     
     
    อิอิ ก่อนอื่นเรย เราก็เลยเริ่มจากเปลี่ยน theme บนหน้า blog ให้ดูแปลกใหม่ซักหน่อย
    (แต่ความจิง msn มันน่าจะให้ customize theme ได้เองเนอะ
    ความจิงอันนี้ก็ไม่ได้ตรงกับที่คิดไว้ซักเท่าไหร่
    และน่าจะให้ view resolution อื่นๆได้ด้วย รู้สึก 800x600 มันเล็กไปหน่อย อิอิ)
     
     
     
     
     
     
    อืม... ว่าแต่ ขึ้นปีใหม่แล้วมันทำไมอ่ะ
    เราก็ผ่านปีใหม่มาตั้ง 21 ครั้งแล้วในชีวิตนี้
    ไม่เห็นจะมีอะไรแปลกใหม่เลยนิเนอะ
     
     
     
     
    แต่ปีใหม่ปีนี้มันค่อนข้างแตกต่างไปจาก 20 ปีที่ผ่านมานิดหน่อย
     
    เพราะดูเหมือนว่า ปีใหม่นี้ชีวิตเราจะต้องเปลี่ยนไปจากเดิมเยอะเลย
     
    เริ่มจาก ที่ผ่านมาเราจะต้องมีสอบช่วงอาทิตย์ก่อนปีใหม่ทุกที
    ทำให้ไม่ได้ฉลอง Christmas อย่างสนุกสนานเลยมาเกือบ 10 ปี
    ตั้งแต่ไม่ได้อยู่โรงเรียนคริสต์แล้ว - -"
     
    แต่ปีนี้ บังเอิ๊ญ.... บังเอิญ ว่ามาหยุดกีฬามหาลัยช่วงนี้พอดี
    ทำให้ได้มีโอกาสไปเที่ยวสนุกสนาน (ที่ภูกระดึงงัย) ในช่วง Christmas
     
    แถมเทอมนี้ไม่มีสอบเลยด้วย >______<
    ดีใจ MaXXXXXXXXX อิอิ
     
     
    เอ๊ะ!! ว่าแต่มันไม่เห็นเกี่ยวกับที่บอกไว้ว่า "ปีใหม่นี้ชีวิตเราจะต้องเปลี่ยนไปจากเดิมเยอะเลย" เลยแฮะ
    - -"
     
    ผิดประเด็นนี่หว่า.....
    .......
    .....
    ...
    .
     
     
     
     
     
     
     
    ม่ายยยยย....
    ไอประโยคนั้น เราตั้งใจจะหมายความว่า
    เราจะหมดชีวิตการเรียนในสถานศึกษาแล้วต่างหากแล้วล่ะ
     
    นี่เราเรียนหนังสือมากี่ปีแล้วเนี่ย
     
    เริ่มจากอนุบาล 2 ปี (เราไม่ได้เรียนอนุบาล 1 ง่ะ แม่บอกว่า เราไม่ยอมไปโรงเรียน
    เลยต้องนั่งสอน ก-ฮ และ A-Z ให้ที่บ้านแทน)
    เรียนที่ รร.เบญจมินทร์ เพราะใกล้บ้านมาก
    เดินไปแค่ 3 ซอย มีพี่เลี้ยง ชื่อพี่ควร เดินไปส่งทุกวัน
    ไม่รู้ป่านนี้พี่เค้าเป็นงัยมั่ง ไม่ได้เจอกันเป็น 10 ปีแล้ว
     
    เพื่อนที่สนิทที่สุดตอนนั้นชื่อ แดง
    เราเคยติดเหามันด้วย ฮ่าๆๆๆ
    เลยโดนแยกกันเกือบอาทิตย์
     
    จำได้ว่าตอนนั้นในห้องจะมีคนนึงสวยที่สุด ชื่อ แอน
    ตอนนี้เป็นนักร้องอยู่ค่ายแกรมมี่ด้วย ใช้ชื่อว่า Annita หน่ะ
    เราจำเค้าได้เพราะชื่อจริงเนี่ยแหละ ชื่อ นิษิตา พงศ์ทรง
     
    แต่ตอนนั้นแอบเคือง และอิจฉาเค้าหน่อยๆ
    ตรงที่ คุณครูประจำชั้นดันเห็นเราเป็นแค่ "ตัวแทน" ของแอนหน่ะ
    (ดูดิ๊ นิสัยแย่แต่เด็ก ฮ่าๆๆ)
    เพราะตอนแรกคุณครูเลือกแอนเป็นตัวแทนกล่าวคำไหว้ครู
    ซึ่งตอนนั้นรู้สึกว่า มันเท่ห์มากกกก!! ตัวแทนกล่าวคำไหว้ครู
    แต่เหมือนแอนไปทำอะไรไม่รู้ ทำให้เป็นไม่ได้
    คุณครูถึงจะมาเลือกเราทีหลัง
    มันช่างน่าเศร้า เห็นเราเป็นแค่ตัวแทน
     
    แต่รู้สึกเรื่องที่เราจะตื่นเต้นที่สุดตอนนั้นคือ...
    เราถูกคัดเลือกเป็นนางนพมาศของห้อง (แต่มีอยู่ 3-4 คู่นะ)
     
    ไอได้เป็นตัวแทนไม่ได้น่าตื่นเต้นนักหรอก
     
    แต่เป็นเพราะ เราได้ถือกระทงคู่กับคนที่เราปิ๊งอยู่อ่ะดิ >______<
    ยังกะคุณครูรู้ว่าเราแอบปิ๊ง เลยจับคู่ให้เลย
     
    ตอนนี้ยังมีรูปอยู่เลย ฮ่าๆๆๆ
     
     
     
     
    แล้วก็ประถม อีก 6 ปี
    ป.1-2 ยังอยู่ รร เดิมอยู่
    แต่เพราะถูกแยกห้องกับหนุ่มที่ปิ๊ง เลยลืมไปเลยว่าเคยชอบมันมาก่อน ฮ่าๆๆ
    พอเดินสวนกันตอน ป.2 กลับไม่รู้สึกอารัยเลย
    อาจจะเพราะว่า แอบปิ๊งคนใหม่อยู่มั้ง >_____<
    (รายวะ มายเราแรดแต่เด็กเลย ฮ่าๆๆ)
     
    ป.3-6 อยู่ รร.วัฒนาวิทยาลัย ซึ่งเรียกได้ว่า เป็นจุดที่ทำให้เราเริ่มร้องเพลงเป็น
    เพราะเป็น รร คริสต์ จะมีเข้าโบสถ์ทุกวัน จ พ ศ (หรือ อ พฤ หว่า - -" ลืม)
    ก็จะต้องไปร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าก่อนเริ่มเรียนตอน 9 โมงเช้าอยู่เสมอ
    รวมถึงพวกงานเทศกาลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวันแม่ วันคริสต์มาส วันอะไรต่อมิอะไร
    ก็จะให้เข้าโบสถ์ ไปทำพิธีที่นั่น ก็จะมีอาจารย์ชื่อ อ.จันทร์แรม สตรอเบิร์ก ที่มักจะแต่งเพลงสำหรับเทศกาลต่างๆ มาให้นักเรียนร้องประสานเสียงแนว choir อยู่เสมอ
     
    ที่วัฒนานี่จะมีกิจกรรมให้ทำเยอะมาก หยั่งตอนป.3 ก็ได้แสดงละครเวที ซึ่งจะมีประจำทุกๆ 2 ปี จะให้นักเรียน ป.3-4 มาแสดง
    แต่เราไม่ได้เป็นตัวเอกหรอกนะ เป็นตัวประกอบในการแสดง variety ชุดนึง
    แสดงเป็นกุ้งอ่ะ ฮ่าๆๆๆ
    ตอนนั้นแสดงเรื่อง The little mermaid ฮ่าๆๆๆ อย่างฮา
    ไอกล้วย ว (ตอนนี้เรียนหมอ จุฬา) ก็แสดงเป็นกุ้งเหมือนกันด้วย
     
    เฮ้อ... ชีวิตวัยเด็ก
    ตอนนั้นจำได้ว่า ค่อนข้างเป็นตัวป่วนของห้อง เพราะชอบคุย
    แล้วยังชวนคนข้างๆคุยอีกต่างหาก
    เราเลยได้ย้ายที่นั่งเป็นประจำ - -"
     
    แต่มีครั้งนึง โดนย้ายไปนั่งข้างเพื่อนคนนึง (ลืมชื่อแล้วอ่ะ)
    เค้าจะเป็นเด็กเรียน พูดน้อย แนวๆ หน้าขาวๆ ผอม ใส่แว่น หมวยๆหน่อยอ่ะ
    ตอนนี้รู้สึกเรียนจุฬาเหมือนกัน เคยเดินผ่านกัน อิอิ ^^ (ยังอุตส่าห์จำเค้าได้)
    คุณครูคงกะว่า เอาเราไปนั่งไอนี่ มันคงจะเงียบลงได้
     
    ที่ไหนได้...
     
     
     
    อ๋อ... นึกออกแล้ว ชื่อ นิธิชา (สะกดงี้ป่าวไม่รู้ คล้ายชื่อ นิธิมา แกเรย ไอติ๊ก)
     
     
     
    แล้ว...
    ที่ไหนได้...
    เราดันทำเค้ากลายเป็นคนพูดมากตามไปด้วยอ่ะดิ
     
    เวรกำ คุณครูเลยเลิกคิดจะย้ายที่นั่งเรา เหอๆ
     
    ตอน ป.3 นี่ ออกเกเรหน่อยด้วย การบ้านไม่ยอมทำส่ง
    โดนทำโทษออกไปยืนหน้าห้องประจำเลย สอบได้ที่ 20-30 กว่าๆของห้องประจำ
    (ตอนนั้น ห้องนึงมีประมาณ 50 คนได้)
     
    หลังจากนั้น โชคดีได้ไปคบกับเพื่อนกลุ่มใหม่
    ก็ฮาๆ ตลกๆดี ก็มี อิม (วริฎฐา) เจ๊น (โปรดปราน) แล้วก็ ป่าน (สุพรรษา)
    ก็ทำให้เราได้ตั้งใจเรียนมากขึ้น แต่ก็ยังได้เล่นๆอยู่ เพราะกลุ่มนี้มันไม่ได้ซีเรียสเรื่องเรียน ก็ทำให้การเรียนของเราดีขึ้นเป็นลำดับ
     
    อ่อ.. ใช่ คือ รร นี้อ่ะ เค้าจะมีให้ย้ายห้องอยู่เรื่อยๆ ไม่รู้ตามเกณฑ์อะไร
    ทำให้เราได้มีเพื่อนกลุ่มใหม่เรื่อยๆ
    รู้สึกว่า จะอยู่ ป.3/3, ...., ป.6/2 ประมาณนั้น นอกนั้นลืมและ
     
    แต่กลุ่มเพื่อนตอน ป.6 นี่ เราว่าค่อนข้างเจ๋งที่สุด
    ทุกคนจะค่อนข้างเอาใจใส่การเรียน ทำงานเก่ง (ได้ทำงาน present ต่างๆกะพวกนี้ จะออกมาดีเรื่อย สนุกมาก)
    มีครั้งนึง วิชารัยไม่รู้ จำไม่ได้ มีให้เดินแบบ cat walk ด้วย ฮ่าๆๆ
    ซ้อมกันเป็นอาทิตย์ ไปหาซื้อเสื้อผ้าใหม่ด้วย ฮ่าๆๆ
     
    ดูชั้น บ้ามาแต่เด็ก
     
    แล้วเหมือนแววความซุ่มซ่ามจะเริ่มโผล่มาตอน ป.6 เนี่ยหละ
    ทำเรื่องน่าอายไว้เยอะ  ซึ่งจะไม่ขอสาธยายไว้ ณ ที่นี้
     
    แล้วก็มีวิชาวิทยาศาสตร์ ที่ช่วงนึงเรียนเรื่องกรดอะมิโนจำเป็น
    ทำให้เราได้กลายเป็นไอขี้ท่องไปด้วยอ่ะ
    ท่องกรดอะมิโนจำเป็น จนป่านนี้ยังจำได้เลย
    มี ลิวซีน, ไอโซลิวซีน, ไลซีน, วาลีน, ไธโอนีน, เมไธโอนีน, ทริฟโตฟาน, ฟีนิลอะลานีน
     
    พระเจ้า!!!! ท่องไปได้
     
     
    แล้วดันออกสอบด้วยนะ คิดดู - -"
    มีเรากะไอมิลค์ (กมลาวศี) 2 คนละมั้ง ที่ทำข้อนี้ได้ ฮ่าๆๆ
     
    ก็มีตอน ป.6 เนี่ยแหละ การเรียนเราพุ่งแรง ขนาดติด Top 5 ของห้องด้วย หุหุ
     
    เฮ้อ.. ยังมีอีกเยอะแยะเลย แต่เล่าไม่ไหวและ
     
     
     
    อ่ะต่อๆๆ
     
    แล้วต่อมาก็มัธยม อีก 6 ปีเช่นกัน
    ตอนนี้ได้ย้ายมาอยู่ รร บดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เพราะอยู่ใกล้บ้านราวๆ 10 นาทีถึง รร ได้ตื่นสายแล้ววววววว.... ^o^
     
    จะเข้าบดินทรเนี่ย ตอนนั้นรู้สึกว่า จะเป็นปีที่เค้าเปลี่ยนวิธีรับเด็กพอดี
    ปกติใช้สอบคัดเลือก แต่ปีนั้นใช้การสอบสัมภาษณ์มั้ง
    เลยกลายเป็นว่า ใครเก่ง ก็ได้เข้า
    แต่ใครเงินเยอะ ก็มีโอกาสเข้าสูง หุหุ
     
    แต่เราดันไม่ติดรอบสัมภาษณ์อ่ะดิ เพราะดันไปปล่อยควายตัวเบ้อเริ่มเรย
    แบบว่า ตื่นเต้นอ่ะ
    ตอนนั้นเค้ามีให้เลือกวิชาถนัดไปสอบ เราก็เลือกภาษาอังกฤษ สิ
    วิชาถนัดเราเลย
     
    แต่ก็ดันไปปล่อยควาย ตอนเค้าถามกริยา 3 ช่อง
    ตื่นเต้นไปหน่อย ตอบผิด
    แบบ เค้าถามว่า กริยา 3 ของคำว่า take
    เราก็แบบตื่นเต้น ตอบไป "take took took" ค่ะ
     
     
     
     
     
    ฟิ้วววววววว...............
     
     
    จากนั้น พอออกจากห้องสัมภาษณ์ (อาคารเฉลิมพระเกียรติ) ก็นึกขึ้นได้
     
    พระเจ้า..... มันคือ "take took taken" ต่างหากกกก >____<
    แงๆๆๆๆ แก้ตัวไม่ได้แล้ว.....
    เฮ้อ.... -"-
     
    โอเค รอบสัมภาษณ์ไม่ได้แล้ว ยังเหลืออีก 2 รอบ คือ
    รอบจับฉลากบ้านใกล้ กับรอบห้อง ผอ.
    (ถ้าสงสัยว่ารอบห้อง ผอ. คืออารัย ลองเอาไปคิดเล่นๆกันเองนะ หุหุ)
     
    อืม... ตอนนั้นก็ไม่มั่นใจเท่าไหร่ว่าจะจับฉลากได้ เพราะ...
    มันคือการจับฉลากนิ ขึ้นกะดวง
    ก็เลยไปซื้อซาลาเปา (ของโปรดท่านเจ้าพระยาบดินทรเดชา) ไปถวาย
    แล้วก็ขอพรจากท่าน ว่าขอให้ได้ (เพราะไม่งั้นต้องไปหวังจากรอบต่อไปแน่ๆ)
     
     
    แล้วปรากฎว่า....
     
     
     
     
     
     
     
    จับได้แหละ ^o^
    วู้วววววว..................
     
    เย่ๆๆ ตอนนั้นก็ดีใจ ได้เข้าบดินทรแล้ว
     
    จากนั้นก็พอคัดเลือกนักเรียนเสร็จแล้ว เค้าก็มีจัดสอบคัดเลือกห้อง
    ปรากฎว่า ได้อยู่ห้อง 2 (เป็นห้อง queen)
     
    ก็เลยได้มาเจอกับไอ gangzaaa ของเราทั้ง 10 คนเนี่ยแหละ
     
    ฮ่าๆๆๆ ช่วงมัธยมนี่ วีรกรรมก็พอสมควรนะ แต่จะไม่ค่อยผาดโผนเท่าไหร่หรอก
     
    จะมีก็ตอน ม.ปลาย เนี่ยแหละ อยากมากก็แค่โดดเรียนพิเศษไปนั่งแกะเนื้อเพลงกัน ฮ่าๆๆๆ โคตรจะไร้สาระ
    แล้วก็โดดไปทำงานกีฬาสี (ก็มันสำคัญนิ ไม่จิงหรอ >: o)
     
    กะกลุ่มนี้ กิจกรรมที่จะทำกันตอนพักก็มี ไปห้องน้ำ มานั่งร้องเพลงกัน ปามานนั้น
     
    ก็ได้ไอณันเนี่ยแหละ เป็นผู้ชักนำเราเข้าสู่วงการ
    ด้วยการชวนเราลงแข่ง folk song ตอน ม.4
    ตอนนั้นในวงมี ไอณัน ทันตะ มหิดล (ร้องนำ) เรา (คอรัส) ไอสน วิดวะ จุฬา IE (กีต้าร์ลีด) เทป วิดยา จุฬา และไอตุลย์ วิดวะ จุฬา PE (กีต้าร์เช่นกัน)
    แล้ววงเราก็ได้ที่ 1 มาซะด้วย จากเพลง Puff the magic dragon กับเพลง In my life (มั้งนะ เพราะเราแข่ง 2 ปี ตอน ม.5 ด้วย และชนะเลิศอีกเหมือนกัน
    อาจจะเพลงสลับกับตอน ม.5 ก็ได้ ใครจำได้ ก็มาบอกด้วยละกันหน่ะ หุหุ)
    แต่ตอน ม.5 สมาชิกในวงมีการปรับเปลี่ยนนิดหน่อย เพราะช่วงนั้นเหมือนไอตุลย์มันมีอารัยซักอย่างเกี่ยวกับการประกวดแข่งขันทางวิชาการเนี่ยแหละ ทำให้ไม่ว่าง
    ก็เลยได้ ทิดโจ้ (วิดวะ จุฬา EE) มาเล่นแทน หุหุ
     
    แล้วก็มีครั้งนึง อาจารย์หมวดภาษาอังกฤษก็ชวนพวกเราไปเล่นที่ รร คลองทรงกระเทียม
    ตอนอาจารย์มาบอกก้องงว่า มันมี รร ชื่อหยั่งงี้ด้วยหรอเนี่ย O_o
    เหอๆ ตอนนี้ก็นอกจากพวกเราแล้ว ยังมีแนนซี่ กะ เจอาร์ ไปด้วย
    จำได้แค่นี้อ่ะ
     
    และเพราะการแข่ง folk song เนี่ยแหละ ทำให้แม่ส่งเราไปเรียนร้องเพลงด้วย
    ก้อกับไอณันอ่าแหละ เรียนกะครูปุ๋ย (ไม่รู้ป่านนี้ครูปุ๋ยเป็นงัยมั่งแหละ เบอร์มือถือนี่ก็ขยันเปลี่ยนจิงๆ จะตามตัวยังงัยล่ะ)
     
    แต่เรียนได้แค่ปีเดียว เพราะไม่มีเวลาแล้ว ตอน ม.5-6 เริ่มเรียนพิเศษเยอะขึ้น
    เลยอดเรียนต่อเลย
     
    อืม... จากนั้นก็สอบเอนท์
    รอบแรกคะแนนออกมาค่อนข้างเป็นที่พอใจ
    อาจจะแก้แค่บางวิชา
    แต่คือตอนนั้นเราตั้งใจว่าจะเข้าวิดวะอยู่อย่างเดียว
    เพราะงั้นเราเลยเรียนไม่เยอะเท่าเพื่อนคนอื่นที่ยังไม่รู้ว่าจะเรียนรัยดี
    หรือตั้งใจว่าจะเข้าหมออ่ะนะ
     
    พอเทอม 2 เราก็เลยไปซื้อ Harry Potter มาอ่านรวดเดียว 4 เล่มเรย
    ภาคภาษาอังกฤษด้วย (ตอนนั้นเริ่มหัวสูงแล้ว ฮ่าๆๆๆ)
    วันๆไปเรียน นั่งหลังห้อง ไม่คุย ก็กินส้ม กินหนม (ชวนไอเตย แถวข้างๆกินด้วย)
    ไม่ก็อ่าน harry นี่แหละ แล้วก็เริ่มถ่ายรูปๆๆๆๆ กันอยู่เรื่อยๆ
    เก็บภาพประทับใจในช่วง ม.ปลายเอาไว้
    แล้วก็แลก friendship เขียนกัน
    เป็นช่วงที่มีความสุขมากๆ
     
     
    เฮ้อ... นึกถึงวันเก่าๆ แล้วมีความสุข 
     
    นี่เราแก่แล้วใช่มั้ยเนี่ย - -"
     
    จะว่าเราไม่มีความสุขกับชีวิตช่วงนี้ มันก็ไม่ใช่อ่านะ
    แต่อาจจะเพราะ ตอนเด็กๆเนี่ย มันไม่เห็นต้องคิดอารัยมากเลย
    วันๆก็เอาแต่สนุก เล่นๆ เรียนนิดนึงหน่ะ เพื่ออนาคต
    ชีวิตไม่ต้องรับผิดชอบอะไรที่มากๆ
     
     
     
    ซึ่งจะต้องเจอในชีวิตหลังจากนี้แล้ว..........
    (ความจริง มันก็เริ่มมาตั้งแต่เข้าเรียนมหาลัยแล้วแหละเนอะ)
     
    ตอนเด็ก ทำผิดพลาด ก็ยังมีคนให้อภัย เพราะความเป็นเด็ก
     
    แล้วหลังจากนี้ จะมีคนให้อภัยเราบ้างมั้ยนะ เวลาเราทำผิด
     
     
     
     
     
     
    อืม...
    ปี 2006 ก็นับได้ว่า เป็นปีที่พลิกผันของพวกเรา ที่จะเรียนจบกันแล้วเนี่ยแหละนะ
     
    ยังงัยก็ขอให้เพื่อนๆ พยายามเข้านะ
    เพราะเราก็คงจะย้อนเวลากันไม่ได้แล้ว ที่ทำได้ตอนนี้คือ พยายามทำให้ช่วงเวลาหลังจากนี้มันดีขึ้นเรื่อยๆ
     
    อดีตเป็นได้แค่เครื่องเตือนใจ
    และเป็นได้แค่นิทานให้เรานึกย้อนถึง ในเวลาที่เรารู้สึกไม่ค่อยจะมีความสุขเท่านั้น
     
    จิงมะ คนเราจะนึกถึงอดีตที่ดีๆ ในตอนที่เรารู้สึกว่าตอนนี้ไม่มีความสุข
     
    เพราะงั้นก็อย่าพยายามนึกถึงอดีตให้มากล่ะ
    มาพยายามทำให้หลังจากนี้มันมีความสุขในแบบของเรากันจะดีกว่า ^^
     
     
     
     
    สู้ๆ สู้ตายยยยยยย ^o^
     
     
     
    Happy New Year 2006 ทุกๆคนจ้า...
     
    December 28

    ประสบการณ์ที่จะไม่มีวันลืมเลือน...

    เป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมจิงๆ เลยล่ะ 
    เล่นเอาเหนื่อยเอาการเลยนะเนี่ย แถมปวดเมื่อยไปทั้งตัวเลย
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    เฮ้อ....
    ลาก่อน ภูกระดึง
     
     
     
     
     
     
     
     
    ไปมา 4 วัน 3 คืนกับเพื่อนๆที่ภาคนั่นแหละ รวม 15 คนด้วยกัน
    ไม่ว่าจะเป็น...
    อัตต้า ตุ๊บ "ป่อง" อิอิ เรารักกันจะตาย ใช่ม้า
    ป้าเอม สุดอึด ไม่เห็นบ่นปวดขาเลย
    พี่เบิร์น Mr.Jukebox บอกเพลงมาเหอะ เด๋วจัดให้
    พี่กล้วยยยย ไปปล่อยไก่กับเกม category ซะหลายตัวเชียว หุหุ
    ไอมั่ม ตากล้องมือฉมัง คุยมือถือ*จนแบต**เหลือแค่ 1/4 ตั้งแต่วันแรก
    ไอหนุ่ย หมอนวดประจำตัว ได้แกนี่แหละ เราถึงไปแรดได้ต่อทุกวัน หุหุ
    ดอนนี่ ดีว่าเอาแบต**มาเผื่อไอมั่มตั้ง 2 ก้อน ไม่งั้นมันคงลงแดงตาย ฮ่าๆ
    เพื่อนต้น อาเสี่ย เลี้ยงตลอด ใจดีชะมัด (มาเป็นแฟนซักวันเดะ ฮ่าๆๆ แต่ห้ามโรคจิตนะ )
    มอ ร่วมร้องเพลงตลอดเส้นทาง ทำให้หายเบื่อ (ก็มันทั้งเมื่อยขา ปวดขา แล้วยังมืดอีกนิ)
    กั๊ก ทั้งร้องเพลง ทั้งกางร่มให้ เกรงใจชะมัด...  แต่ก็ขอบคุณค่า...
    ต่อ ขาลงภูคอยหาทางเดินสะดวกให้เราเดิน เพราะตอนนั้นเจ็บขามากๆ จนแทบจะเดินไม่ไหวอยู่แล้ว
    พี่บุ๋ม ไม่ท่อง เข้าใจตลอดทาง ฮ่าๆๆ
    ไอท๊อป ไอตัวกินไข่ปิ้ง เฉพาะขาขึ้นกินไปเป็นสิบฟองแล้วหน่ะ ฮ่าๆๆ
    ไอกล้า โรคจิตพอๆกะต้นเรย พูดออกมาได้หน่ะ
     
     
    แต่โดยสรุปแล้วก็คือ...
     
    ขอบคุณเพื่อนๆทุกคนมากน้า สำหรับน้ำใจที่คอยช่วยเหลือกันในทุกๆเรื่อง
    เหนื่อย เมื่อย หนาว เป็นหวัด พระอาทิตย์ขึ้น-ตกที่ไม่เห็นจะดี
     
     
    แต่ก็สนุกได้เพราะได้ไปกะเพื่อนๆเนี่ยแหละ
    December 18

    โอ้ววว!! นี่เราจะได้มีประสบการณ์ครั้งแรกแล้ว....

    อุ๊ย! จะพูดไปก็เขินอ่ะ
     
     
     
     
     
    ไว้เรียบร้อยแล้วจะมาเล่าให้ฟัง อิอิ
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    บร้า............. >_____________<
    December 09

    งาน... ยังไม่คืบหน้า --> ชีวิต... จะไม่ก้าวหน้า ??

    สวัสดีค่ะท่านผู้อ่านทุกท่าน
    วันนี้ก็กลับมาพบกันอีกครั้งในรายการ...
     
     
      ถกปัญหาชีวิต   (อีกแล้วครับท่าน)
     
    ดิชั้น เมษยา รับหน้าที่เป็นพิธีกรภาคสนามในวันนี้ค่ะ
    (ทำรัยอยู่ฟระ ตู - -")
     
     
    สำหรับหัวข้อที่เราจะมาว่ากันวันนี้ก็คือ..
     
    มันก็ไม่ได้เกี่ยวกับหัวข้อหรอก ฮ่าๆๆ
    แค่จะมาคุยว่า เรียนจบแล้ว จะทำงัยดี
     
     
    ก็เป็นที่รู้กันดีแล้วล่ะนะคะ ว่าตอนนี้เราก็จะเรียนจบกันอยู่แล้ว
    ก็คงจะถึงเวลาที่เราจะต้องมาวางแผนอนาคตกันไว้บ้างแล้ว
    อย่างน้อยจะได้เตรียมตัวไว้ว่า ในช่วงอีก 2-3 ข้างหน้าเราต้อง/ควรทำอะไรบ้าง
     
     
    แต่ก่อนอื่น คงจะต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า
    เรามีความตั้งใจที่จะเบนเข็ม  ชีวิต  และ  การงาน  ไปทางไหน
     
    ทุกๆคนก็คงใฝ่ฝันกันไว้ใช่ม้า... ว่าภาพในอนาคตของตัวเองจะเป็นยังไง
     
    บางคนอาจจะเห็นตัวเองร่ำรวย มีชื่อเสียง ประสบความสำเร็จอย่างที่ตัวเองหวัง
    บางคนอาจจะเห็นตัวเองเป็นแม่บ้าน มีสามีหาเลี้ยง ชีวิตสุขสบาย ^^
    แต่...
    บางคน อาจจะหลายคนยังสงสัยว่า นี่เราอยู่ไหนเนี่ย ทำไมมองไม่เห็นอนาคตเลย
     
    เหมือนชีวิตเราในช่วงนึงเลย อยู่ๆเกิดบ้าขึ้นมา
    เกิดสงสัยในความสามารถและศักยภาพของตัวเอง ว่า
     
    "เราแม่งไม่เห็นจะมีอะไรดีเลย จะทำอะไรดีๆได้ด้วยหรอวะ"
     
    อืม... ช่วงนั้นเป็นช่วงปราสาทแดง
     
    ...เอ้ย!...
    ประสาทแดกของชีวิต ^^"
     
    ส่วนตอนนี้ เลิกสงสัยและ อิอิ
    เพราะทำใจได้แล้วว่า "เราไม่ได้เก่งไปกว่าใครๆหรอก" ฮ่าๆๆ
     
    หรือเรียกว่า "ปลง" แล้วนั่นเอง - -"
     
     
    แต่ถึงเราจะไม่เก่งเหมือนใครๆ แต่เราก็ยังหวังเอาไว้อ่ะนะ
    ว่าในชีวิต จะต้องมีอะไรซักอย่างแหละวะ ที่สามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า
    "ด้วยตัวเราเอง"
     
    เช่น หาแฟนได้ด้วยตัวเอง - -"
    ฮ่าๆๆ
     
     
     
    ม่ายช่ายง้าน!! ปัดโธ่    
     
    เอาล่ะๆๆๆๆ มาเข้าประเด็นกันซักที
    เรื่องอะไรนะ
     
     
    อ๋อ... ว่าเราวางแผนชีวิตตัวเองเอาไว้งัยบ้าง
     
    เราวางแผนตัวเองไว้ว่า เราจะไปสายออกแนวธุรกิจหน่ะ
    แต่ก็อยากจะเป็น expert (ไม่ต้องถึงกะโคตรตาโคตรยายเก่งก็ได้) ด้านใดด้านหนึ่งทาง IT ด้วย
    เพราะยังไงก็เรียนมาทางนี้แล้ว จะทิ้งไปเลยก็น่าเสียดาย
    ทั้งเวลาและความรู้ที่อาจารย์ทุกท่านอุตส่าห์พร่ำสอนมา
     
    เพราะงั้น เราจะต้องจบโท 2 ใบ อันนึง IT อีกอัน MBA
     
    แต่เราก็ไม่ค่อยอยากเรียนในเมืองไทยแล้ว
    ไม่ใช่เพราะไม่รักบ้านเกิดหรอกนะ
    เพียงแต่อยากมีแฟนฝรั่ง...
     
    เอ้ย... ม่ายช่ายยยยยย - -"
     
    เพียงแต่อยากเปลี่ยนบรรยากาศ
    อยากรู้เรียนประสบการณ์ใหม่ของโลกภายนอกบ้าง (ต่างหากล่ะ ผิดเรื่องเรื่อย - -)
     
    แต่เค้าว่า เรียน MBA จะให้ได้ประโยชน์ ควรจะมีประสบการณ์ทำงานมาด้วย
    เพราะงั้น... เราจะทำงานก่อน
     
    แต่เค้าว่า เรียนแนว academic ถ้าจะให้ดีควรต่อเลย จะได้ไม่ขาดตอน
    เพราะทำงานแล้วจะติดลม เด๋วไม่อยากเรียน
     
    อืม... เอางัยดี ???
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    แต่เรื่องนี้ตัดสินใจง่ายมาก
     
    เริ่มจาก บ้านไม่รวย เพราะงั้น... ทำงานคับ ทำงาน
    คงไม่ขอทุน พ.ก. (พ่อกรู เอง) ไปเรียนต่อแล้ว เกรงใจท่าน ^^"
     
    แต่ลุงบอกว่า ผู้หญิงยิ่งจบโทช้า จะยิ่งได้แต่งงานช้า...
     
     
    อืม... เห็นอนาคตแล้วค่ะคุณลุง เมย์คงขึ้นคานแหง ยิ่งคิดจะเรียนโท 2 ใบอีก - -"
     
    เพราะฉะนั้น timeline ชีวิตเราหลังจากนี้ คงจะเป็นประมาณนี้
     
    1-3 ปีแรก ทำงานค่ะ ทำงาน หาตังค์ หาทุนไปเรียนต่อ ดูว่าจะต่อสายไหนดี
    ข้อดีของการทำงานก่อนคือ เราจะมี letter of recommendation เพิ่มอีก 1 ฉบับ
    นั่นคือ จาก boss เรานั่นเอง
    เพราะงั้น... ต้องฝึกเลียขานายแล้ว ฮ่าๆๆ
     
    3-5 ปีต่อมา ตอนนั้น (หวังว่า) คงโลดแล่นชีวิตอยู่เมืองนอกแล้ว เรียนด้าน IT ก่อน
    เพราะช่วงที่ทำงานมาก็คงทำ IT ความรู้กำลังไฟลุกโชติช่วง
     
    หลังจากนี้ :: จะแบ่งเป็น 2 cases ด้วยกัน
     
    if(ยังมีไฟ) {
          if(ไม่มีปัญหาเรื่องตังค์) {
              ต่อ MBA เลย ที่โน่นด้วย
          } else {
              กลับมาเรียน MBA ที่เมืองไทย พร้อมกับทำงานไปด้วย
          }
    } else {
          เตรียมหาสามีแต่งงานเลยดีกว่า แม่งเบื่อเรียนแล้ว
    }
     
     
    อืม... plan ที่วางไว้ ก็คงสรุปคร่าวๆได้ดังข้างต้นล่ะค่ะ
     
     
     
    แล้วเพื่อนๆ วางแผนชีวิตตัวเองไว้ยังงัยมั่งแล้วเอ่ย
    มาเล่าให้ฟังกันมั่งละกันนะ
     
     
    สำหรับวันนี้ก็หมดเวลาสำหรับรายการ   ถกปัญหาชีวิต    แล้วล่ะค่ะ
     
    แล้วพบกันใหม่คราวหน้า ที่นี่ (เวลาไหนไม่รู้) นะคะ
     
    บ๊ายบายยยย ^o^
    November 26

    เฮ้อ.... - -

    ไม่สบาย + ต้องไปมหาลัยทุกวัน
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    ขี้เกียจบรรยายต่อและ
     
    จบ - -"
    November 20

    ครั้งแรก --> จิงๆนะ

    มะวานมีงานเลี้ยง (รุ่น รึป่าววะ หึหึ หรือเรียกว่า "รุ่นเก่า" กัน - -") ที่บดินทรล่ะ
    ไปเจอเพื่อนเก่าเยอะมากๆ
     
    คราวนี้ได้เข้าไปนั่งกินในงานด้วย เนื่องจากเห็นว่าค่าเข้าแค่ 200 บาท
    (เทียบกะคราวก่อนเก็บ 500 แหนะ เด็กๆเลยไปต่อข้างนอกกันหมด)
     
    ก้อกว่าจะรวมตัว กว่าจะได้เข้าไปนั่งกินก็ปาไป 2 ทุ่มและ
    อาหารก้อไม่มีให้เลือกเยอะมาก ประมาณเน้นเพื่อนเก่าคุยกันมากกว่าอ่ะนะ
     
    ก็เมาธ์เรื่องเพื่อนๆกันไปต่างๆนานา จนเรื่องของไอต้าร์ (ที่ 1 เสดสาด ธรรมศาสตร์) เกิดแดงขึ้นมาจนได้ ฮ่าๆๆ
    ไม่น่าเชื่อว่า ขนาดไอสิปยังเพิ่งรู้เรื่องนี้มาได้แค่ 3 วัน
     
    มันเก็บได้เงียบจิงๆ
    นี่ถ้าอีอิ๊บไม่มานะ เพื่อนๆคงไม่ได้รู้กันแน่ๆ
     
    มัวแต่คุยซะส่วนใหญ่ เลยไม่ค่อยได้กินเลย
    พอซัก 3 ทุ่มครึ่ง (อันนี้อ้างอิงมาจาก blog ไอติ๊ก เพราะเราก็จำเวลาไม่ได้)
    ก็เริ่มวางแผนไปต่อข้างนอกกัน
     
    ก็ยังไม่ดึกเลยนี่นา....
     
    ในที่สุด สรุปก็เลยไป Liberty กัน
     
    โอ้ว!! เป็นครั้งแรกที่เด็กดีอย่างเราจะเข้าผับเป็นครั้งแรก
     
    เรื่องก็ดำเนินไปตามใน blog ของไอติ๊กอ่ะแหละ หุหุ
     
    ก้อ dance หนุกดี กะเพื่อนๆ ไม่ได้ยุ่งกะชาวบ้านเค้าเรย หุหุ
    ตอนที่ band ยังไม่มานี่ออกแนว งืดดดดด สุดๆ
    แม่ง... เปิดเพลงเจี้ยรายเนี่ย ไม่มันส์เลย
    พอ band มาก็เริ่ม combo 6 เพลงรวด (รึป่าวไม่รู้ มั่ว อิอิ)
    เราและเพื่อนๆก็เริ่มเมามันส์กันน่ะสิ ฮ่าๆๆ
     
    แต่งานนี้ no alcohol, no smoking จิงๆ โต๊ะเรา
    เด็กดีสุดๆ มาเต้นอย่างเดียวค๊าบเพ่
     
    แต่ถึงไม่สูบ ถ้าเข้ามาในนี้แล้ว กลับบ้านก็มีกลิ่นติดตัวกลับบ้านแน่ๆ
     
    เรายังโคตรเหม็นตัวเองเลย - -"
    ไม่ว่าจะดมตรงไหนก็มีกลิ่นบุหรี่ จะบ้าตาย
     
    สูดควันบุหรี่มากๆไม่ดีนะ จะคอแห้ง แสบคอด้วย เหมือนเราตะโกนแหกปากดังๆ
     
    ถึงเมื่อวานเราจะแหกปากดังมากก็เหอะ แต่ก็รู้ตัวเองว่า เราไม่ได้แหกขนาดทำให้คอเจ็บอ่ะ
    เคยคิดว่าที่เหมือนเจ็บๆคอ คงเพราะกลิ่นบุหรี่เนี่ยแหละ
     
    ฉานไม่ได้สูบนะเฟ้ย!! อย่ามา comment ว่าฉานสูบล่ะ อิอิ
     
    ออกจากที่นั่นก็เที่ยงคืนกว่าๆและ
     
     
     
     
    ข้อคิดที่ได้  อย่าเที่ยวผับคนเดียว เพราะจะไม่สนุก
     
     
    เอ้ยยยยย... ม่ายช่าย
     
     
    อย่าเที่ยวผับบ่อย จะเสียสุขภาพตั่งหาก
    ทั้งทางอากาศ ทั้งเสียง และทางสายตา - -"
     
    เที่ยวพอรู้ก็พอ
     
     
     
     
    จบและ หึหึ
    November 02

    รัยฟะ โดนหลอกอีกและ :@

    ตารางเรียนเปลี่ยนแผนนิดหน่อย
     
    กลายเป็นมีเรียนวันพุธ 18-21 น. ด้วย - -"
     
    รายฟระ ตารางเรียนหยั่งงี้อีกแล้ว
     
    เลยเปลี่ยนวันทำงานเป็นอังคารกะพฤหัส
    แล้วไปทำ senior project วันพุธเอาละกัน
     
    ใครเจอแป้งก็ฝากบอกด้วยนะ ฮ่าๆๆๆ
     
    เฮ้อ...
    November 01

    ปิดเทอมครั้งสุดท้าย.... ผ่านไปแล้ว

    สำหรับเรื่องที่จะเขียนต่อไปนี้ ไม่ค่อยจะเกี่ยวกะ Title ซักเท่าไหร่ ฮ่าๆๆๆ
     
    นั่นแหละ แต่ชีวิตปิดเทอมครั้งสุดท้ายมันได้ผ่านไปแล้วล่ะ - -"
     
    แต่จะว่าไป เทอมนี้แทบจะไม่มีอะไรเรียนเลยล่ะ
    ยิ่งตารางเรียนเราเทอมนี้มีแค่วันศุกร์วันเดียวเอง O_o
    ถึงจะเรียนตั้งแต่ 9 โมงเช้า ยัน 4 โมงเย็นก็ตาม
    แต่ก็คุ้มกับค่าน้ำมันที่เสียไปล่ะนะ เหอๆ
     
    ส่วนวันจันทร์กะวันพุธก็ไปทำ part time ที่ tohome.com
    เพราะต้องหากะตังค์หาทดแทนเงินเก็บส่วนที่หายไปกับมือถือใหม่ T-T
     
    เฮ้อ... เอาเหอะ ซื้อแล้วก็สบายใจดี ซื้อ Samsung D500 อ่ะ
    ดูเก่าไปซะหน่อย แต่ก็ spec OK ล่ะ
    ความจริงก็แอบมองรุ่นนี้มานานแล้ว แต่ตอนเปิดตัวแรกๆแพงชิบ เกือบ 20,000
    แพงเกิ๊นส์! ตอนนี้ก็อยู่ในระดับที่จะซื้อด้วยเงินตัวเองได้ หลังจากเครื่องเดิมใช้มา 2 ปีกว่าๆแล้ว
     
    ส่วนวันอังคารก็คาดว่าจะไว้ทำ Senior project กะแป้งอ่ะ
    และวันพฤหัสก็ไว้เป็น free style มีคนเรียกตัวไปทำอะไรก็ไป
    ไม่งั้นก็ไว้นอนเล่นตีพุงอยู่บ้าน หรือไป shopping เอา หุหุ
     
    โห!! ชีวิตเทอมนี้มันสุโขจิงๆนะเนี่ย
    เรียนสบายๆ ทำงานได้ตังค์อีก อืมมมมมม.......
     
    อ้อ... แต่ระหว่างนี้ก็ต้องเตรียมตัวไว้สอบ TOEFL ด้วน
    กะว่าจะสอบประมาณเดือนเมษาปีหน้า (เพราะได้ข่าวว่าจะสอบโดยใช้หลักสูตรเก่าถึงช่วงนั้น
    แต่ถ้ามันเร็วกว่านั้นก็คงต้องเลื่อนสอบขึ้นมา ยังไม่ค่อยอยากสอบหลักสูตรใหม่อ่ะ ป๊อด หึหึ)
    แต่ก็ยังไม่ค่อยได้เตรียมตัวอะไรเกี่ยวกับ TOEFL เลย ได้แต่ลองคิดเวลาไอเอกมันมาถาม
    ก็ลองๆเดาไป ถูกบ้างผิดบ้าง เหอๆ
     
    ช่วงนี้รู้สึก ability ด้านภาษาอังกฤษตัวเองต่ำลงอ่ะ แย่จิงๆ
    ถ้าให้ไปสอบข้อสอบเอนท์ตอนนี้ คงได้ไม่เท่าเมื่อ 4 ปีก่อนอ่ะ
    (ตอนนั้นได้ 92 คะแนนเชียวนะ ไม่น่าเชื่อ ฮ่าๆๆ)
     
    ไม่อยากไปเรียนอ่ะ ค่าเรียนแพงเกิน เสียดายกะตังค์ หึหึ
     
     
    มะวานเพิ่งเปิดเทอม ก็ไปมหาลัยมา แล้วก็เลยไปดูหนังมากะเพื่อนๆ
    เรื่อง The Legend of Zorro ชอบเรื่องนี้ เพราะชอบ Catherine Zeta Jones หน่ะแหละ
    เมื่อไหร่ๆก็ยังสวยเหมือนเดิม
     
    แต่ไปดูคราวนี้ชอบเพิ่มอีกคนนึงด้วย
    คือลูกของ zorro อิอิ หน้าตาน่ารักมากเลย
    อยากมีลูกหยั่งงี้จิงๆ วันๆคงนั่งฟัดลูกทั้งวัน ฮ่าๆๆๆ
     
    เฮ้อ... จะมาพูดถึงลูกมัยกันฟะ แฟนยังไม่มีเรย ฮ่าๆๆๆ
     
    แม่งโคตรแย่ ปี 4 แล้วด้วย ชีวิตเศร้าจิงๆ ฮ่าๆๆๆ
    (เศร้าแล้วหัวเราะมัยเนี่ย ปาสาดป่าวฟะตู -"-)
     
    จบๆๆๆ ผ่านไปๆๆๆ ไม่พูดถึงแล้วๆๆๆๆ ฮ่าๆๆๆๆๆ
     
    - -"
     
     
     
    เฮ้อ.. ช่วงปิดเทอมที่ผ่านมานี่ก็ดูหนังแทบจะทั้งวัน (ถ้าวันไหนไม่ได้ไปทำที่ tohome.com)
    ไปเช่าหนังมาดูจนไม่รู้จะเช่าอะไรอีกแล้ว เพราะดูมันเกือบจะทั้งร้านแล้วหน่ะ ฮ่าๆๆๆ
    ก็เลยไปหยิบหนังเก่าๆมาดูด้วย
     
    แต่เรื่องที่ดูแล้วรู้สึกให้ข้อคิดดีๆ ก็มีเรื่องนี้อ่ะ
    Lemony Snicket : A series of unfortunate events
    ทำให้เราคิดได้ว่า ถึงแม้เราจะเจอกับเรื่องโชคร้ายมากแค่ไหน
    แต่มันก็ยังต้องมีเรื่องดีๆอยู่บ้างแหละหน่า แค่ผ่านพ้นเรื่องร้ายๆมาได้ ก็เรียกว่าโชคดีมากแล้วเนอะ
    ยิ่งในหนังนี่ เด็กๆไม่เคยเจอเรื่องดีๆเลย
    แต่พวกเค้าก็ยังโชคดีที่ยังมีกันและกันอยู่
    และยังโชคดีที่สามารถรอดพ้นมาจากความโชคร้ายได้อยู่เสมอ
     
    นี่!!!! เป็นงัยล่ะ
    เมย์ก็คิดเรื่องดีๆเป็นเหมือนกันนะ ฮ่าๆๆๆ
     
    วันนี้ก็จบแค่นี้ก่อนละกัน อิอิ ^^
    October 21

    วันนี้โดนหลอก ToT

    วันนี้... ถึงจะไม่ใช่ศุกร์ 13
    แต่เราก็โชคร้าย
     
     
    เริ่มจากเมื่อวานอ่านคินดะอิจิ (ที่ได้จากงานหนังสือ) จบตอนเกือบๆ 6 โมงเช้า
    แบบว่า เคยมะอ่านจนติดลมอ่ะ แบบ...
     
    เฮ้ย! นี่มัน... จะเป็นงัยต่อไปเนี่ย อ่านอีกซักบทละกัน
    เฮ้ย! ก้อใกล้จบแล้วแหละ อ่านต่ออีกหน่อยละกัน
    นั่นแหละ จนเวลาล่วงเลยไปจน 6 โมงเช้า
     
    ทั้งๆที่ก็รู้ว่า วันนี้อาจารย์ที่ปรึกษานัดคุยเกี่ยวกับเรื่องรายวิชาสำหรับจบปี 4 ตอน 11 โมง
    ตอนนั้นก็คิดอยู่ในใจว่า ทำตัวแย่จิงๆเรา แล้วเราจะตื่นไหวมะเนี่ย
     
    นั่นแหละ... ความโชคร้ายมันเริ่มมาจากการที่เรามัวแต่อ่านคินดะอิจิจนไม่ได้เล่นเน็ต!
     
     
     
    หลายๆคนคงสงสัยว่า ไม่ได้เล่นเน็ตแล้วจะตายหรอวะ
    อ้าว เมื่อวานก็เห็น online ตลอดนิ ตกลงไม่ได้อยู่หน้าคอมหรอ
     
    อืม นั่นแหละ
    เพราะการที่เราไม่ได้อยู่ที่หน้าคอมเนี่ยแหละ ทำให้ไม่ได้ check webboard
    webboard รุ่นที่เราเข้าไปอ่านมันทุกวัน
     
    มีแค่ "เมื่อวาน" วันเดียว ที่ไม่ได้อ่าน
     
     
     
    เป็นงัยล่ะๆๆๆๆ
     
     
     
    เลยไม่รู้เลย ว่ามีคนมา post บอกว่า
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    อาจารย์เลื่อนนัดไปเปิดเทอมโน่นนนนนนน.....
     
     
     
    เป็นงัยล่ะๆๆๆๆ วันนี้ตื่นเอา 9 โมงกว่าๆ กว่าจะได้ออกจากบ้านก้อ 10 โมงกว่าแล้ว
    กว่าจะไปถึงคณะก้อ 11 โมงครึ่ง
     
    สายกว่าเวลานัดอีก
     
    แล้วงัยล่ะๆๆๆๆ
    ไม่มีใครมาซักกะคนเดียวเลย T-T
     
    ได้รู้ข่าวก็ตรงหน้าตึก 4 เจอพวกมด ออม เข้า
    เลยได้รู้ ว่าเราโดนหลอก!
     
     
     
    เฮ้อ... แต่ความซวยไม่ได้มีแค่นั้น
     
     
    เดินไปโรงอาหาร กะหาน้ำดื่มซักหน่อย เดินทางมาไกลจัด เลยหิวน้ำ
    แล้วก็รู้สึกเจ็บตรงหลังข้อเท้า
    ก็รู้และ ว่ารองเท้ากัด
    ไม่เป็นรัย ไปซื้อ plaster มาแปะก็หาย
     
    พอจะแปะ plaster ก็ได้เห็นแผลรองเท้ากัดนั่น
     
    เฮ้ย! แค่รองเท้ากัด ทำไมเลือดไหลโจ๊กเลยวะ
    วันนี้มันวันอะไรกันเนี่ย
     
    อืม หลังจากนั้นก็ไปเดือน fortune town ตรงพระราม 9
    จะไปซื้อ cd-r มาซักหน่อย ตอนนี้หนังเต็มเครื่องแล้ว ต้อง write เก็บซะบ้างและ
     
    อืม... เดินๆไป ก็ผ่านร้านที่มันขาย dvd concert ต่างๆ ก็เข้าไปดู
    ดันไปเจอไอลุงบ้าที่ไหนไม่รู้ มันชอบเดินมาชนอยู่ได้ (ไอห้า สายตาเอียงรึงัย เดินชนคนอื่นอยู่ได้ --> คิดอยู่ในใจ)
    จนถึงตรงบันไดเลื่อน กะลังจะลงไปชั้นล่าง ไปตัดผมร้านประจำที่ชั้นล่างสุด
    มันหันมามอง แล้วก็ยิ้ม (มองหาลูกเมิงหรอ ไอโรคจิต - -") สุดเซ็งๆ
    แล้วเราก็รีบลงไปเลย
    ไปซอยผม เล็มปลายออกซะหน่อย มันไม่ค่อยเป็นทรงแล้ว
     
     
     
     
    แต่....
     
     
     
     
     
    ก็ไม่มีรัยเกิดขึ้น ตัดเสร็จก็กลับ เหอๆ
     
    ไปรอแม่มารับที่ the mall ราม
    คราวนี้ ปรากฏว่า...
     
     
     
     
    ได้รองเท้ามาคู่นึง แล้วก็ไปหาแม่ กลับบ้าน....
     
    จบและ อิอิ
     
     
     
     
    เออใช่ วันนี้เป็นวันที่รมณ์แสดง The phantom of the opera ที่ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
    รมณ์ชวนมานานแล้ว และเราก็อยากไปดูด้วย ก็ตกปากรับคำว่าจะไป (เพราะดอนบอกว่าจะไปด้วย
    แต่เหมือนเจ้าตัวจะไม่ได้รู้เลย ว่ารับปากเค้าไปแล้วว่าจะไปดู)
     
    เมื่อวาน รมณ์ online แล้วก็เตือนเราว่า "พรุ่งนี้เราแสดงน้า"
     
    แต่เพราะเราไม่ได้อยู่หน้าคอม เลยไม่ได้คุยด้วย
    กว่าจะมาเห็น มันก็ 5 ทุ่มแล้ว
    พรุ่งนี้รมณ์มีแสดง ป่านนี้คงหลับไปแล้ว
    ทำงัยดี จะบอกว่าไปไม่ได้แล้วล่ะ เพราะนัดกินข้าวเย็นกะแม่แล้ว
    อีกทั้งไม่มีเพื่อนไปอีก กลับบ้านไม่ได้ หุหุ
     
    อยากดูรมณ์แสดงมากเรยน้า ><
    อยากฟังรมณ์ร้อง Think of me สดๆบนเวทีอ่ะ แงๆๆๆๆ
     
    วันหลังมาร้องให้ฟังหน่อยน้า.....
    October 14

    ไปงาน Book Expo มาล่ะ

    มะวันก่อนไปเดินงานสัปดาห์หนังสือมาอ่ะ
    วันไหนหว่า นึกก่อนนะ ^^"
     
     
    อ๋อ... เมื่อวันจันทร์อ่ะแหละ หุหุ (เป็นปลาทองไปแล้วเรา  )
     
    ตอนแรกก้อไปเดินกับ Ata, NooZe และ SKiM
    เดินกันจนทั่วงานแล้ว พวกกลุ่ม TTT (ท๊อป บุ๋ม และ มิลค์ งัย อิอิ
    ถ้าใครสงสัยว่า TTT คืออะไร ลองเข้าไปหาอ่านความเป็นมาได้ใน http://cp29.cjb.net ได้
    ชื่อกระทู้ "โรค TTT" อ่ะแหละ อิอิ) ก็ค่อยตามมาทีหลัง
     
    วันนั้นเราได้หนังสือมา 2 เล่มคือ คินดะอิจิ เล่ม 3 กะ The Mediator เล่ม 3 หุหุ
    2 เล่มก้อ 500 กว่าบาทแล้วล่ะ เปลืองชะมัด - -"
     
    ส่วนคนอื่นได้อะไรมาบ้างจำไม่ค่อยได้ แต่มีไอมิลค์ได้คู่มือการ "ปิ๊งแว้บ" มา
    หลังจากที่ใช้การ "ท่อง" จนได้ดี (ได้ทุนญี่ปุ่นไปเรียนต่องัย) มาแล้ว
    สงสัยคงอยากรู้ว่า ไอการ "ปิ๊งแว้บ" ที่ไม่ใช่การ "ท่อง" เนี่ย มันเป็นยังงัยมั้ง ^^
     
    งานนี้ก็เลยทำให้ ท่านบุ๋ม ได้รู้ซึ้งซะทีว่า "เข้าใจ" มันไม่ใช่การ "ปิ๊ง"
    แต่มันคือ การ "เข้าถึง" ต่างหาก 555
     
    หรือแปลได้อีกอย่างว่า ท่านบุ๋ม "ท่อง" มาผิดตลอดว่า "การเข้าใจ" คืออันเดียวกะ "การปิ๊งแว้บ" น่ะแหละ ฮ่าๆๆ
     
    ถ้าคนไหนสนใจ อยากรู้ว่า "การปิ๊งแว้บ" มันเป็นยังงัย ก็ลองไปคุยกะนายมิลค์ได้นะ อิอิ pv_milk@hotmail.com
     
     
     
     
    พอเดินเสร็จประมาณ 3 ทุ่มกว่าๆ ก็ไปกิน Burger King ตรงชิดลมกันต่อ
    ความจริงก้อไม่ได้ตั้งใจจะไปกินหรอก แต่พอดี taxi มันผ่าน ก้อเลยจอดลงตรงนั้นเลย เหอๆ
     
    นับวัน มันก้อยิ่งจะราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ แย่จิงๆ - -"
    เอาเหอะ นานๆกินที
     
     
     
    เสร็จแร้น พี่มิลค์ก้อขับไปส่งถึงบ้านเรย กว่าจะถึงบ้านก้อ 5 ทุ่มกว่าแล้ว
    คนแถวบ้านคงคิดว่าเราเป็นเด็กเที่ยวแน่ๆเลย
    เพราะช่วงสอบก้อกลับเวลานี้เรื่อย
    แถมมีหนุ่มๆมาส่งที่บ้านไม่ซ้ำหน้าอีก เวงกำจิงๆ - -"
     
     
    เอาเหอะ มีคนมาส่ง ก็ดีกว่ากลับเองเนอะ ฮ่าๆๆ
    ก้อมันไม่มีรถนี่นา ><
     
     
    ก็จบไป 1 วัน......
     
    วันอังคาร จำไม่ได้ว่าไปทำรัยมา หุหุ
     
    วันพุธ ไปทำงานที่ tohome.com มา นั่งเขียน code ทั้งวันเลย
    ยิ่งทำมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้รู้สึกว่า เรียนจบเราจะไม่ทำงานสาย coding (เป็นหลัก) แน่นอน - -
     
    อ๋อ.... นึกออกและ วันอังคารออกไปมหาลัยมา
    ออกไปทำ senior project มางัย (ลืมได้งัยเนี่ย หุหุ)
    แล้วก็เลยไปคุยกะเพื่อนที่บัญชีมาเกี่ยวกะงานที่เค้าจะว่าจ้างให้ทำด้วย หุหุ
     
    งานก็เสร็จเอาวันพฤหัส ตอนตี 1 ได้
    โดยรวมแล้ว project ที่รับมาทำนี้ก็ใช้เวลาไป 10 May-hour ได้
    ตอนแรกคาดการณ์ไว้ว่าจะใช้ซัก 8 man-hour
     
    แต่พอเปลี่ยนหน่วยมาเป็น May-hour แล้วก็ต้องเผื่อสำหรับ bug May-May ไว้ด้วย ฮ่าๆๆ
    Bug ประเภทนี้หายากซะด้วยสิ หุหุ ^^" เพราะมักจะไปอยู่ในส่วนที่ไม่คิดว่าจะผิด หุหุ
     
     
    แล้วตอนบ่าย 2 ก้อเอางานไปส่งที่บัญชีอีก ก็ได้ค่าขนมมาเล็กน้อย ^^  มีความสุข อิอิ
     
    แล้ววันนี้ วันศุกร์ ก้อไปประชุมเรื่องหนังสือรุ่นมา
    เค้านัดกันบ่ายครึ่ง
     
     
    เมย์ออกจากบ้านบ่ายครึ่ง ฮ่าๆๆๆ
     
    กว่าจะถึงบ้านก้อเกือบ 4 ทุ่ม - -"
    แย่ชะมัดเรย
     
     
    ดูๆแล้ว ช่วงอาทิตย์นี้นี่ไม่ได้อยู่นิ่งๆเลยเนอะ
    หนังที่เช่ามาเกือบ 10 เรื่อง ได้ดูไป 4 เรื่อง
    เหลืออีก 3 เรื่อง แต่หมดกำหนดการยืมแล้ว เลยต้องยอมเสียค่าปรับเอาพรุ่งนี้
    เรื่องละ 10 บาท/วัน แหนะ - -"
     
    คงจะจบหมดพรุ่งนี้นะ ฮ่าๆๆๆ
     
    ไปและๆ ไว้คราวหน้ามาบ่นใหม่ ^^
     
    October 06

    สอบเสร็จแย้วววววว ><

    ดีใจเป็นที่สุด ฮ่าๆๆๆ สอบเสร็จแล้ว งานก้อส่งหมดแล้ว
     
    เหลือลุ้นเกรดอย่างเดียว เฮ้อ - -"
     
    เอาเหอะ ผ่านช่วงชีวิต 1 เดือนที่ผ่านมาได้ก็บุญแล้ว
    เรื่องวุ่นวายเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเรื่องเรียน เรื่องสอบ เรื่องงาน เรื่อง...บางคน
    เล่นเอาแทบจะกรี๊ดดดดด.......
     
    แต่มาถึงวันนี้ก้อชิวๆแล้วแหละ
    ส่วนเรื่องอะไรๆที่ช่วงสอบทำไม่ดีไว้ เด๋วจะแก้ตัวใหม่
    หวังว่าอะไรๆคงจะเป็นเหมือนเดิมนะ (แต่มันคงเหมือนเดิมไม่ได้ซะทีเดียวหรอก เนอะ)
     
     
     
     
     
    เด๋วอาทิตย์ก้อคงจะเริ่มทำ Senior project กะแป้งต่อแล้วล่ะ
    ช่วงนี้นี่ ทำงานกลุ่มเดียวกะแป้งเยอะมาก เหอๆ ไม่รู้จะเบื่อหน้ากันรึยัง
    แต่เราเบื่อแล้วล่ะ ฮ่าๆๆๆ
     
    มะช่าย.... เค้าล้อเล่นนะแป้ง (เผื่อเข้ามาอ่าน blog เรา หุหุ ^^)
     
    เสาร์นี้ AF2 week สุดท้ายแล้น
    เชียร์อ๊อฟกะพัด
    แต่เลือกเชียร์อ๊อฟมากกว่า
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    เพราะอ๊อฟเป็นผู้ชาย ฮ่าๆๆๆๆ
     
     
    ทุกคนอย่าลืมโหวด v 4 นะค้า อิอิ
     
    ความจริงก้อชอบพี่บอยนะ แต่เค้าไม่มีสิทธิ์ได้รางวัลแล้วนิเนอะ ก้อเลยเลือกเชียร์คนที่มีโอกาสดีกว่า
    ยังงัยพี่บอยน่าจะได้ทำอัลบั้มอยู่แล้นแหละ เค้าก้อเก่งนะ เรื่องเต้นนี่ก้อคงจะโอเคแล้วอ่ะ
     
    ว่าแต่พี่ wit AF1 น่าสงสารจัง เหมือนอัลบั้มเค้าไม่ค่อยดังเรย (ป่าวหว่า)
    โชคร้าย producer ไม่ค่อยผลักดันไปในแนวเค้าเท่าไหร่
    เพลงแต่ละเพลงไม่เห็นให้โชว์ศักยภาพของตัวพี่ wit เท่าไหร่เลย น่าเสียดายๆ
     
     
     
    ก้อขอจบการบ่นแต่เพียงเท่านี้ค่ะ หุหุ